AEC 2025 อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย และจะปรับตัวอย่างไร

AEC 2025 อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย และจะปรับตัวอย่างไร

คำตอบ

แม้ว่าอาเซียนจะประกาศการจัดตั้ง AEC อย่างเป็นทางการแล้ว (เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2558) แต่การรวมกลุ่มของอาเซียนมิได้มีจุดสิ้นสุดเพียงเท่านี้ ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 27 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ผู้นำอาเซียนได้ให้การรับรองแผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2025 (AEC Blueprint 2025) ซึ่งเป็นแผนงานฉบับใหม่ที่กำหนดทิศทางการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียนในระยะ 10 ปี (พ.ศ. 2559-2568/ค.ศ. 2016-2025) ซึ่งอาเซียนจะรวมตัวกันมากขึ้นทั้งเชิงกว้างและเชิงลึก โดยเป็นการต่อยอดจากแผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2015

1) แผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2025 (AEC Blueprint 2025) ครอบคลุมการดำเนินการตาม 5 องค์ประกอบหลัก ประกอบด้วย
(1) เศรษฐกิจที่มีการรวมตัวและเชื่อมโยงในระดับสูง (A Highly Integrated and Cohesive Economy) มุ่งเน้นการเปิดเสรีสินค้าโดยลดภาษีสินค้าเพิ่มเติม ยกเลิก/ลดมาตรการที่มิใช่ภาษี การอำนวยความสะดวกทางการค้า ปรับปรุงกระบวนการพิธีการศุลกากร และขยายสาขาผลิตภัณฑ์ที่จะมีการปรับประสานมาตรฐานให้สอดคล้องกัน การเปิดเสรีบริการที่กว้างและลึกขึ้น การคุ้มครองการลงทุนให้เข้มแข็งขึ้นและสร้างความโปร่งใสทางกฎหมาย/กฎระเบียบ
(2) อาเซียนที่มีความสามารถในการแข่งขัน มีนวัตกรรม และมีพลวัต (Competitive, Innovative and Dynamic ASEAN) มุ่งเน้นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันนวัตกรรมและประสิทธิภาพการผลิตของภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการรองรับการเปลี่ยนแปลง อาทิ การใช้บังคับกฎหมายและนโยบายการแข่งขันของประเทศสมาชิก การยึดหลักธรรมาภิบาลโดยเสริมสร้างความโปร่งใสของภาครัฐ และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน
(3) การส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจ และความร่วมมือรายสาขา (Enhanced Connectivity and Sectoral Cooperation) อาทิ เชื่อมโยงการขนส่งในภูมิภาค โทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน การเงิน รวมทั้งส่งเสริมให้มีการรวมตัวรายสาขาที่ลึกซึ้งมากขึ้น อาทิ อาหาร เกษตรและป่าไม้ การท่องเที่ยว สุขภาพ เหมืองแร่ รวมถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งเป็นสาขาใหม่ที่เพิ่มเข้ามา
(4) การครอบคลุมทุกภาคส่วน ยืดหยุ่น มุ่งเน้นประชาชน มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Resilient, Inclusive, People-Oriented and People-Centered ASEAN) โดยมุ่งสร้างความเข้มแข็งแก่ MSMEs การเพิ่มบทบาทและการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership) การลดช่องว่างการพัฒนา การเข้าถึงแหล่งเงินอย่างทั่วถึง และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภาคประชาสังคม
(5) การเป็นส่วนสำคัญของประชาคมโลก (A Global ASEAN) การบูรณาการภูมิภาคเข้าสู่เศรษฐกิจโลกให้มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยให้มีการทบทวน/ปรับปรุงความตกลงการค้าเสรีของอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา (จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์) การเจรจา RCEP เพื่อให้ได้ข้อสรุป การขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและโลก การเพิ่มบทบาทของอาเซียนในเวทีองค์กรด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศเพื่อสะท้อนถึงผลประโยชน์ของอาเซียน

2) โอกาสและความท้าทายจาก AEC
โอกาส การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนำมาซึ่งโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน อันเป็นผลจากการเป็นตลาดเดียวกันและฐานการผลิตร่วมกัน การลด/ยกเลิกอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด ทั้งด้านภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี รวมถึง การยกระดับการส่งเสริมความร่วมมือเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน โดยภาพรวมแล้วประเทศไทยจะได้รับโอกาสและประโยชน์จากการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ดังนี้
(1) ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จาก Supply Chain ในอาเซียน
– นำเข้าสินค้าและวัตถุดิบในอาเซียนในราคาถูกลง คุณภาพดีขึ้น จากการยกเลิกกำแพงภาษีและที่มิใช่ภาษีระหว่างกัน ซึ่งช่วยสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนของสินค้าและบริการ เมื่อเทียบกับประเทศนอกอาเซียน
– ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอาเซียนอื่นที่มีความได้เปรียบในด้านปัจจัยการผลิตต่างๆ เช่น ทรัพยากรธรรมชาติและแรงงานในกัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม เทคโนโลยีและการบริหารจัดการในสิงคโปร์และมาเลเซีย เป็นต้น
(2) สามารถขยายการส่งออกสินค้าไทยในอาเซียนได้เพิ่มขึ้น ไม่ใช่จำหน่ายเฉพาะตลาดภายในประเทศที่มีประชากร 69 ล้านคน แต่จะเพิ่มสูงถึงกว่า 600 ล้านคนในตลาดอาเซียน
(3) ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ที่สะดวกและมีค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากความร่วมมือด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของอาเซียน
(4) บริษัทไทยสามารถเข้าไปจัดตั้งธุรกิจหรือไปให้บริการในประเทศอาเซียนอื่นได้ง่ายขึ้น จากการลดอุปสรรค/ข้อจำกัดด้านการค้า บริการ และการลงทุนของอาเซียน
(5) SME ได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้น จากการริเริ่มแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา SME ของอาเซียน ซึ่งมีเป้าหมายให้ SME ในอาเซียนสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเน้นเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การพัฒนาบุคลากร และการอำนวยความสะดวกด้านการเข้าถึงแหล่งข้อมูลทางการค้าและการลงทุน และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ที่เสมอภาคมากยิ่งขึ้น
(6) มีการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการบริหารจัดการ ยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการของไทยสู่มาตรฐานสากล
(7) บุคลากรวิชาชีพมีโอกาสเข้าไปทำงานในประเทศอาเซียนอื่นได้สะดวกมากขึ้น จากข้อตกลง การยอมรับร่วมด้านวิชาชีพของอาเซียน ซึ่งได้จัดทำเสร็จแล้ว 8 สาขา ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ วิศกร สถาปนิก ช่างสำรวจ พยาบาล นักบัญชีและบุคลากรด้านการท่องเที่ยว
(8) ประชาชนไทยมีโอกาสเลือกซื้อสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและความหลากหลายมากขึ้นในราคาที่เป็นธรรมจากการที่มีสินค้าหลากหลายเข้ามาทำให้มีการแข่งขันในตลาดเพิ่มขึ้น รวมทั้ง จะได้รับความคุ้มครองจากการบริโภคสินค้าและบริการของประเทศอาเซียนมากขึ้นจากความร่วมมือด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของอาเซียน
(9) การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนจะช่วยเสริมสร้างอำนาจการต่อรองของไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่ออาเซียนมีการรวมกลุ่มที่ชัดเจนและเข้มแข็งจะสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาคมโลก และทำให้ไทยสามารถผลักดันประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยผ่านทางเวทีอาเซียน
(10) อาเซียนมีการเชื่อมโยงกับประเทศภายนอก มีการขยายการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจโดยทำ FTA กับประเทศนอกภูมิภาค เป็นการเพิ่มโอกาสการค้าและการลงทุนให้กับประเทศไทยในตลาดของคู่เจรจาของอาเซียน เช่น จีน อินเดีย เป็นต้น

ความท้าทาย

ในขณะเดียวกันการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนำมาซึ่งความท้าทาย ซึ่งทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาชนจะต้องเตรียมพร้อมรับมือ ดังนี้
(1) ผู้ประกอบการไทยอาจจะต้องเผชิญกับสภาวะการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตนเอง โดยเริ่มจากการสำรวจจุดแข็ง/จุดอ่อนของตนเองศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคในตลาดเป้าหมาย เพิ่มการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมสินค้าและบริการให้เป็นที่ต้องการของตลาด มองหาพันธมิตรทางธุรกิจที่เชื่อถือได้ รวมทั้งศึกษาข้อมูลที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจเพื่อให้สามารถแข่งขันกับตลาดที่มีการเปิดเสรีทางการค้าได้
(2) แรงงานมีฝีมือจากกลุ่มประเทศอาเซียนมีโอกาสเข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น แรงงานไทยจึงจำเป็นต้องเพิ่มทักษะ ความเชี่ยวชาญและพัฒนาความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะด้านภาษาต่างประเทศและเทคโนโลยี เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของตนเองให้สามารถแข่งขันในตลาดแรงงาน และใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีด้านแรงงานในอาเซียนได้

3) การปรับตัวเพื่อรับกับ AEC
(1) ปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง ควรเริ่มจากการสำรวจจุดแข็งและจุดอ่อนของกิจการของตัวเองว่ามีข้อเสียเปรียบอะไร มีจุดแข็งอะไร เราจะก้าวไปสู่ธุรกิจ/อุตสาหกรรมอื่นหรือจะต่อยอดจากธุรกิจ/อุตสาหกรรมเดิม ศึกษาข้อมูลและมองหาโอกาสทางธุรกิจให้มากขึ้น เช่น การมองหาธุรกิจใหม่ๆ การออกงานแสดงสินค้าที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการเป็นที่รู้จักและมีโอกาสที่จะได้พบกับพันธมิตรทางธุรกิจเพิ่มขึ้น หรือการปรึกษากับหน่วยงานไทยที่ให้การสนับสนุนข้อมูล เป็นต้น
(2) เร่งศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคทุกกลุ่มในอาเซียน ทั้งในอาเซียนและประเทศนอกกลุ่ม โดยอาจเริ่มจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ในเรื่องกฎ ระเบียบ ประเพณี ค่านิยม และศาสนา ใช้กลยุทธ์เชิงรุกเจาะตลาดผู้ซื้อ และใช้ประโยชน์จาก AEC เช่น ศึกษา/เสาะหาแหล่งวัตถุดิบในอาเซียนที่มีความได้เปรียบด้านราคาและคุณภาพ โดยการนำเข้ามาผลิต หรือการขยายฐานการผลิต
(3) การออกไปประกอบธุรกิจหาคู่ค้าหรือผู้ร่วมลงทุนที่เชื่อถือได้ ต้องเข้าใจยุทธศาสตร์ของแต่ละประเทศว่าโดดเด่นในด้านใดบ้าง เหมาะสมกับธุรกิจที่จะเข้าไปทำหรือไม่ และทำความรู้จักกับคู่ค้าหรือวงการค้าในประเทศนั้นๆ โดยหาช่องทางสร้างเครือข่ายธุรกิจ การประกอบกิจการกับผู้ประกอบการของประเทศอาเซียน เพื่อที่จะสร้างความร่วมมือกันในด้านต่างๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกันในทางธุรกิจ
(4) เตรียมความพร้อมด้านความรู้เกี่ยวกับการทำการค้า เช่น การขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อขอรับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร การตรวจคุณสมบัติทางด้านถิ่นกำเนิดสินค้า เป็นต้น รวมทั้งติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลง พัฒนาตนเองอย่างเป็นระบบทั้งด้านการบริหารจัดการ ประสิทธิภาพการผลิต/การให้บริการ การออกแบบผลิตภัณฑ์ การสร้างตราสินค้า และการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงการเชื่อมโยงแบบคลัสเตอร์ระหว่างผู้ประกอบการขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมตามกลุ่มธุรกิจในห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) เพื่อให้สามารถก้าวสู่เวทีการแข่งขันในระดับภูมิภาคอาเซียนและระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาและส่งเสริมทักษะในด้านต่างๆ ทั้งในด้านวิชาชีพและภาษาโดยเฉพาะภาษาอังกฤษและภาษาในกลุ่มอาเซียนที่จะสร้างความได้เปรียบให้แก่ผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการยังไม่มีแผนที่จะออกไปบุกตลาด ควรเตรียมการรับมือผู้ประกอบการในอาเซียนที่จะเข้ามาแข่งขัน โดยต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าเก่า ลดต้นทุนการผลิตให้แข่งขันได้ รวมทั้ง ควรจะรวมกลุ่มผู้ผลิตในกลุ่มสินค้าเดียวกันให้มีขนาดใหญ่เพื่อให้ผลิตสินค้าได้มากขึ้น สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และสร้างมูลค่าเพิ่ม