กรมเจรจาฯ โชว์เอฟทีเอดันส่งออกเครื่องสำอางพุ่ง อาเซียนโต 4,565% จีน 2,433% นับจากปีที่ทำ

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเผยเอฟทีเอดันส่งออก “เครื่องสำอาง” 5 เดือนปี 62 เพิ่ม 15.85% หลังล่าสุดมีถึง 14 ประเทศจาก 18 ประเทศที่ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยแล้ว เหลือแค่เกาหลีใต้ อินเดีย ชิลี เปรู ที่ยังเก็บบางรายการ เตรียมเดินหน้าเจรจาให้คู่ค้าเปิดตลาดให้ไทยเพิ่มเติมต่อไป ทั้งกรอบเอฟทีเอเดิมและใหม่ ส่วนผลเปรียบเทียบก่อนและหลังทำเอฟทีเอ พบส่งออกอาเซียนพุ่งแรงสุด 4,565% ตามด้วยจีน 2,433%

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ในช่วง 5 เดือนของปี 2562 (ม.ค.-พ.ค.) ไทยส่งออกสินค้าเครื่องสำอางสู่ตลาดโลก มูลค่า 1,469.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.85% โดยตลาดส่งออกสำคัญ และเป็นตลาดที่ไทยได้ทำข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ด้วย มีการขยายตัวเกือบทุกตลาด เช่น อาเซียน ส่งออกมูลค่า 539.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.48% ญี่ปุ่น ส่งออก 208.4 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.05% จีน ส่งออก 203.1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 62.76% อินเดีย ส่งออก 75.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 184.67% และเกาหลีใต้ ส่งออก 59.1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.54%

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน มีเอฟทีเอที่ไทยลงนามแล้ว 13 ฉบับ กับ 18 ประเทศคู่ค้า โดยมีถึง 14 ประเทศ ที่ได้ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเครื่องสำอางทุกรายการของไทยแล้ว ได้แก่ อาเซียน จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และฮ่องกง ซึ่งถือเป็นส่วนส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการปลดล็อกภาษีนำเข้า และสร้างแต้มต่อในการส่งออกสินค้าเครื่องสำอางของไทย ส่งผลให้การส่งออกขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ส่วนอีก 4 ประเทศคู่เอฟทีเอที่เหลือ ได้แก่ เกาหลีใต้ อินเดีย ชิลี เปรู ยังคงเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเครื่องสำอางในบางรายการ เช่น เกาหลีใต้ (เอสเซนเชียลออยล์จากโสมแดง ร้อยละ 603.4 สบู่และแชมพู ร้อยละ 5) อินเดีย (วัตถุดิบทำเครื่องสำอางประเภทสารที่มีกลิ่นหอม ร้อยละ 5) ชิลี (วัตถุดิบทำเครื่องสำอางประเภทสารลดแรงตึงผิว ร้อยละ 2.6) เปรู (ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและตกแต่งหน้า ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับเส้นผม น้ำหอมและหัวน้ำหอม ร้อยละ 6)

อย่างไรก็ตาม กรมฯ พร้อมเดินหน้าผลักดันให้ประเทศคู่ค้าเปิดตลาดสินค้าเครื่องสำอางเพิ่มเติมให้ไทย ภายใต้การเจรจาเอฟทีเอกรอบต่างๆ ทั้งการทบทวนความตกลงเอฟทีเอที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน และความตกลงเอฟทีเอที่อยู่ระหว่างการเจรจา เช่น การเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) การเจรจาจัดทำเอฟทีเอกับตุรกี ปากีสถาน และศรีลังกา เป็นต้น

นางอรมนกล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบสถิติมูลค่าการส่งออกสินค้าเครื่องสำอางของไทยสู่ตลาดโลกในปี 2561 กับปี 2535 ซึ่งเป็นปีก่อนที่ความตกลงเอฟทีเอฉบับแรกของไทยกับอาเซียนจะมีผลบังคับใช้ พบว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าเครื่องสำอาง เพิ่มขึ้นจากมูลค่า 91.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 3,071.1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 3,353% และในจำนวนนี้เป็นการส่งออกไปยัง 17 ประเทศที่ไทยมีเอฟทีเอด้วยมูลค่า 2,469.1 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 80.40% ของการส่งออกสินค้าเครื่องสำอางทั้งหมดของไทย

โดยหากแยกรายตลาด พบว่า จากปีที่ความตกลงเอฟทีเอแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับจนถึงปี 2561 มูลค่าการส่งออกสินค้าเครื่องสำอางไทยไปประเทศคู่เอฟทีเอขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกตลาดเช่นเดียวกัน เช่น อาเซียน เพิ่มจากมูลค่า 26.8 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2535 เป็นมูลค่า 1,275.5 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2561 เพิ่มขึ้น 4,565% , ญี่ปุ่น จากมูลค่า 128.1 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2549 เป็น 484.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 278% , จีน จากมูลค่า 11.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2547 เป็น 286.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 2,433% , ออสเตรเลีย จากมูลค่า 27 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2547 เป็น 222.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 723% , อินเดีย จากมูลค่า 26 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2552 เป็น 67.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 159% , เกาหลีใต้ จากมูลค่า 45.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2552 เป็น 106.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 137% และนิวซีแลนด์ จากมูลค่า 8 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2547 เป็น 26.1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่ม 266% เป็นต้น