กรมเจรจาฯ จัดสัมมนาแนะนำ “กลไกระงับข้อพิพาททางการค้าของอาเซียนฉบับใหม่”

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจัดสัมมนาสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาททางการค้าของอาเซียนฉบับปรับปรุงใหม่ หลังผลักดันให้อาเซียนหาข้อสรุปได้ในช่วงที่ไทยเป็นประธาน จากที่พยายามเจรจากันมาตั้งแต่ปี 59 และเตรียมลงนามในเดือนก.ย.นี้ มั่นใจช่วยแก้ไขอุปสรรคทางการค้าของอาเซียนได้ เหตุข้อตกลงเดิมที่ใช้มากว่า 20 ปี ไม่เคยใช้แก้ปัญหาได้

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้กำหนดจัดงานสัมมนาเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการลงนามและการใช้ประโยชน์จาก “พิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของอาเซียนฉบับปรับปรุง” ในวันพุธที่ 7 ส.ค.2562 เวลา 13.30-16.00 น. ที่กระทรวงพาณิชย์ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าใจถึงประโยชน์และขั้นตอนการใช้กลไกระงับข้อพิพาททางการค้าของอาเซียนฉบับปรับปรุงแก้ไขล่าสุด และเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนของการระงับข้อพิพาท ประโยชน์และโอกาสจากการมีที่พึ่งในการลดข้อขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ตลอดจนรับฟังข้อความเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะผู้ที่จะใช้ประโยชน์จากกลไกระงับข้อพิพาททางการค้าของอาเซียนในอนาคต

“ถือเป็นความสำเร็จของไทยอีกเรื่องหนึ่งในช่วงที่เป็นประธานอาเซียน โดยสามารถผลักดันให้มีการสรุปผลการเจรจาเพื่อปรับปรุงกลไกระงับข้อพิพาททางการค้าของอาเซียน ซึ่งเริ่มเจรจากันมาตั้งแต่ปี 2559 ได้ และในระหว่างนี้ สมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ กำลังดำเนินกระบวนการภายใน โดยตั้งเป้าให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจของตนสามารถร่วมลงนามในพิธีสารปรับปรุงกลไกระงับข้อพิพาททางการค้าของอาเซียน ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-11 ก.ย.2562 ที่กรุงเทพฯ”นางอรมนกล่าว

ทั้งนี้ การมีพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของอาเซียนฉบับใหม่ จะช่วยแก้ไขปัญหาที่มีอยู่เดิม เพราะที่ผ่านมา แม้อาเซียนจะพิธีสารว่าด้วยกลไกระงับข้อพิพาททางการค้าของอาเซียน ซึ่งได้มีผลใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2539 หรือ 20 กว่าปีแล้ว แต่ยังไม่เคยมีประเทศสมาชิกอาเซียนใดพึ่งพากลไกดังกล่าวในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคระงับข้อพิพาททางการค้าระหว่างกันได้ เพราะกลไกที่ใช้อยู่เดิมล้าสมัย ไม่ทันกับรูปแบบและวิวัฒนาการทางการค้าที่เปลี่ยนไป

สำหรับประเด็นที่ได้รับการปรับปรุง เช่น กระบวนการหารือระหว่างคู่พิพาทที่ชัดเจนขึ้น การจัดตั้งคณะผู้พิจารณาเพื่อตัดสินกรณีพิพาทที่โปร่งใสขึ้น ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประเทศสมาชิกอาเซียน การให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายต่อประเทศสมาชิก ระยะเวลาการพิจารณาคดีและการปฏิบัติตามคำตัดสินที่เหมาะสม และการใช้อนุญาโตตุลาการในฐานะกลไกระงับข้อพิพาททางเลือก เป็นต้น