“พาณิชย์”เตรียมชง กนศ. พิจารณาเข้าร่วม CPTPP ย้ำผลศึกษาไทยได้ประโยชน์เพียบ

“พาณิชย์” เตรียมชง กนศ. พิจารณาผลการศึกษา การรับฟังความคิดเห็นเข้าร่วม CPTPP เร็วๆ นี้ ยันถ้าไฟเขียว จะเจรจาโดยยึดประโยชน์ประเทศให้มากที่สุด พร้อมเสนอตั้งกองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ แจงการเข้าร่วมไทยได้ประโยชน์เพียบ โดยเฉพาะส่งออกสินค้าเกษตรเจาะตลาดแคนาดา เม็กซิโกและญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้น

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า เร็วๆ นี้ กรมฯ เตรียมเสนอให้คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาว่าไทยจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) หรือไม่ หลังจากรัฐบาลที่ผ่านมา ให้การสนับสนุนและถือเป็นนโยบายที่ไทยจะต้องเข้าร่วมเป็นสมาชิก โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างการเตรียมสรุปข้อดี ข้อเสีย และข้อเสนอแนะ ที่ได้จากการว่าจ้างศึกษา และการเปิดเวทีรับฟังความเห็นของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศแล้วในช่วงที่ผ่านมา

“จะเสนอให้ กนศ. พิจารณาว่าไทยควรจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกหรือไม่ โดยจะชี้ให้เห็นถึงข้อดี ข้อเสียที่ไทยจะเข้าร่วม พร้อมข้อเสนอแนะ แนวทางการรองรับผลกระทบ และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยจะเสนอให้ตั้งกองทุนเยียวยา รวมถึงถ้าจะไม่เข้าร่วมจะมีข้อดี ข้อเสียอย่างไรด้วย ถ้า กนศ. เห็นชอบให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกแล้ว ก็ต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ และครม.เห็นชอบต่อไป”

ทั้งนี้ หากผลสรุปสุดท้ายเห็นด้วย ตามขั้นตอน ไทยจะทำหนังสือแสดงเจตจำนงส่งไปให้นิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นผู้ประสานงานการรับสมาชิกใหม่ จากนั้นสมาชิก 11 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ และเวียดนาม จะตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อพิจารณาและเจรจาต่อรองกับไทย ก่อนที่จะประกาศรับไทยเป็นสมาชิกใหม่ ซึ่งยืนยันว่า ในการเจรจาจะยึดผลประโยชน์ของไทยให้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้ ไทยได้ศึกษารายละเอียดของความตกลง CPTPP ที่มีผลบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.2561 รวมถึงข้อมูลต่างๆ เอาไว้แล้ว เพื่อให้พร้อมสำหรับการเจรจา โดยเฉพาะประเด็นต่างๆ ที่เป็นข้อกังวลของไทย ทั้งเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อโดยรัฐ การคุ้มครองพันธุ์พืช เป็นต้น ซึ่งหากไทยจะเข้าร่วม คงต้องเจรจากับสมาชิกเพื่อขอระยะเวลาปรับตัว อย่างมาเลเซีย ขอระยะเวลาปรับตัวในเรื่องการจัดซื้อโดยรัฐ ที่นานกว่าสมาชิกอื่น หรือเวียดนาม ก็ขอเวลาปรับตัวที่นานขึ้นในบางเรื่อง เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้ศึกษาผลประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการเข้าร่วม โดยในด้านการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมจะส่งออกได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกไปแคนาดาและเม็กซิโก ที่ไม่มีความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับไทย โดยสินค้าเกษตรที่จะได้ประโยชน์จากแคนาดา เช่น ปลาทูน่ากระป๋อง, ผักผลไม้กระป๋อง, ข้าว, กุ้งแปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยง รวมถึงยานยนต์และชิ้นส่วน, เครื่องจักร, เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์, ยางพารา และพลาสติก ส่วนเม็กซิโก สินค้าที่ไทยได้ประโยชน์ เช่น สับปะรดกระป๋อง ข้าว และญี่ปุ่น ที่แม้มีเอฟทีเอกับไทย แต่ลดภาษีนำเข้าให้ไทยเพียง 88% ของสินค้าที่ค้าขายกัน แต่ใน CPTPP สมาชิกจะลดภาษีสูงถึง 99% ของรายการสินค้าที่ค้าขายระหว่างกัน ทำให้ญี่ปุ่นต้องนำสินค้าเกษตรรายการอื่นๆ มาลดภาษีเพิ่มขึ้น เช่น เนื้อไก่ ไก่ปรุงแต่ง ผักและผลไม้ เป็นต้น ส่วนสินค้าที่ไทยจะได้รับผลกระทบ เพราะต้องเปิดตลาดเพิ่มขึ้น เช่น มันฝรั่ง ชา กาแฟ แต่ไทยได้เตรียมความพร้อมในการปรับตัว เพราะได้เปิดเสรีในกรอบเอฟทีเออื่นๆ อยู่แล้ว