กรมเจรจาฯ เปิดผลศึกษาทำเอฟทีเอไทย-อียู เผยช่วยดันจีดีพี-ส่งออก-นำเข้า-ลงทุนเพิ่มหมด

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศโชว์ผลศึกษา “ผลกระทบจากการจัดทำเอฟทีเอไทย-อียู” เผยหากมีการลดภาษีนำเข้าของทั้งสองฝ่ายทุกรายการ จะช่วยดันจีดีพีไทยเพิ่ม 1.63% ส่งออกเพิ่ม 3.43% นำเข้าเพิ่ม 3.42% ลงทุนเพิ่ม 2.74% แถมช่วยเพิ่มแต้มต่อแข่งกับประเทศที่ทำเอฟทีเอกับอียูแล้วได้ ส่วนสินค้าที่ไทยจะได้ประโยชน์ส่งออกมีเพียบ แต่ก็ต้องเตรียมรับมือสินค้านำเข้า ประเด็นด้านสาธารณสุข

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดสัมมนาเพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัยเรื่อง “ผลกระทบจากการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป” ที่ได้ร่วมมือกับสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (ไอเอฟดี) ทำการศึกษา โดยพบว่า การทำเอฟทีเอไทย-อียู โดยการลดภาษีนำเข้าสินค้าทุกรายการของทั้งสองฝ่าย จะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยเพิ่มขึ้น 1.63% อัตราเงินเฟ้อลดลง 0.41% การส่งออกเพิ่มขึ้น 3.43% การนำเข้าเพิ่มขึ้น 3.42% การลงทุนเพิ่มขึ้น 2.74% ตลอดจนตัวเลขด้านเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น สวัสดิการสังคมเพิ่มขึ้น 3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ การบริโภคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 1.32% และจำนวนคนจนลดลง 3.9 แสนคน เป็นต้น

สำหรับในด้านการส่งออก สาขาที่คาดว่าไทยจะได้ประโยชน์ เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ เคมีภัณฑ์ ยาง และพลาสติก เป็นต้น ส่วนสาขาที่คาดว่าไทยจะได้รับผลกระทบจากการนำเข้า และต้องเตรียมการปรับตัว เช่น น้ำตาล ผัก ผลไม้ และเมล็ดถั่ว เป็นต้น และยังมีประเด็นด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยารักษาโรค และพันธุ์พืช ซึ่งเป็นข้อกังวลหลักของภาคประชาสังคม ที่จะต้องเตรียมการรับมือด้วย

นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบว่า การฟื้นการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู ซึ่งหยุดชะงักไปตั้งแต่ปี 2557 จะช่วยเพิ่มโอกาสขยายตลาดของสินค้าที่ไทยมีศักยภาพท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนจากการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าของคู่ค้าไทยหลายประเทศ และยังสามารถช่วยเพิ่มแต้มต่อทางการแข่งขันของไทยที่หายไป เมื่อเทียบกับประเทศที่มีเอฟทีเอกับอียูแล้ว เช่น เวียดนาม สิงคโปร์ และบราซิล เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเอฟทีเอที่อียูทำกับประเทศต่างๆ มีมาตรฐานสูง ทั้งในส่วนการเปิดตลาดสินค้า บริการและการลงทุน ตลอดจนประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้า เช่น พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การแข่งขันทางการค้า ทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ เป็นต้น หากไทยจะฟื้นการเจรจา จะต้องพิจารณาเตรียมความพร้อมและการช่วยเหลือเยียวยาอย่างรอบคอบ

“ขณะนี้ การศึกษาได้ดำเนินมาจนถึงช่วงสุดท้าย คือ การจัดสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความเห็นจากผู้เข้าร่วมสัมมนา ก่อนที่ไอเอฟดีจะนำเสนอผลการศึกษาฉบับเต็มต่อกรมฯ ต่อไป และหลังจากนั้น กรมฯ จะนำผลการศึกษาเผยแพร่ทางเว็บไซต์กรมฯ www.dtn.go.th รวมทั้งนำผลการศึกษา ผนวกกับผลการรับฟังความเห็น ผู้มีส่วนได้เสียจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน กลุ่มเกษตรกร และภาคประชาสังคม ที่กรมฯ จัดขึ้นในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั้ง 4 ภูมิภาคของไทย ในช่วงเดือนก.ย.-พ.ย.2562 ที่ผ่านมา เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาตัดสินใจเรื่องการฟื้นการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียูต่อไป”นางอรมนกล่าว