กรมเจรจาฯ เช็กความพร้อมรับมือเปิดเสรีโคนม-โคเนื้อ ดันตั้งกองทุนดูแลผู้ได้รับผลกระทบ

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจับมือหน่วยงานภาครัฐ เอกชน เกษตรกร เช็กความพร้อมรับมือการเปิดเสรีโคนม โคเนื้อ หลังที่ผ่านมา ได้เดินหน้าเตรียมการรับมือไปล่วงหน้าแล้ว ยันจะเดินหน้าสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าไทยต่อ ทั้งโคนม โคเนื้อ ส่วนกรมปศุสัตว์เตรียมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมทั้งระบบ ย้ำผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีได้รับการดูแลแน่นอน หลังดันตั้งกองทุนเยียวยา นัดถกนัดแรก 20 ธ.ค.นี้

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้เชิญหน่วยงานภาครัฐ กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์และเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย สภาเกษตรกรแห่งชาติ และสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ มาประชุมร่วมกัน เพื่อติดตามความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมเปิดเสรีสินค้าโคนมและโคเนื้อของไทย โดยทุกฝ่ายมีความพร้อมในการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในส่วนของกรมฯ จะเน้นสร้างโอกาสทางการตลาด กรมปศุสัตว์ เตรียมจัดทำยุทธศาสตร์พัฒนาโคนม โคเนื้อ และผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำแบบครบวงจร

ทั้งนี้ ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ไทยจะต้องยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าสินค้านมผงที่มีไขมันเกินร้อยละ 1.5 เวย์โปรตีน เนย ไขมันเนย เนยแข็ง ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของนม เนื้อวัว และเครื่องในวัว ให้กับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2563 และภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-นิวซีแลนด์ และไทย-ออสเตรเลีย ไทยต้องยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าเนื้อวัวและเครื่องในวัว ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2564 และยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าน้ำนมดิบ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของนม และนมผงขาดมันเนย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2568

สำหรับการเตรียมความพร้อมรับมือการเปิดเสรีในช่วงที่ผ่านมา กรมฯ ได้ดำเนินโครงการ “จัดทัพโคนมไทยบุกตลาดต่างประเทศด้วย FTA” ร่วมกับกรมปศุสัตว์ ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย และศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้บริหารธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยได้ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เอฟทีเอเข้ามาช่วยในการส่งออก และพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการผลิตนมของไทยให้กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 รวมถึงนำเกษตรกรและผู้ประกอบการร่วมงานแสดงสินค้าและเจรจาจับคู่ธุรกิจที่จีนและสิงคโปร์ โดยได้รับคำสั่งซื้อนมและผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายเป็นจำนวนมาก ส่วนในปี 2563 กรมฯ มีแผนจัดทัพโคนมไทยไปจีนและประเทศอาเซียนที่ต้องการบริโภคนมคุณภาพดีของไทย

ส่วนกรมปศุสัตว์ นอกจากจะเร่งเสนอยุทธศาสตร์พัฒนาโคนม โคเนื้อ และผลิตภัณฑ์ ปี 2564-2570 ที่จะมีส่วนช่วยเตรียมความพร้อมเกษตรกร และอุตสาหกรรมโคนมไทยรับมือการแข่งขันเสรี ยังจะเร่งพัฒนาองค์ความรู้การเลี้ยงโคนม การพัฒนาการผลิตน้ำนมดิบ ฟาร์มโคนม และอุตสาหกรรมโคนมไทยให้มีประสิทธิภาพได้มาตรฐานสากล การนำนวัตกรรมมาใช้กับการเลี้ยงวัวและผลิตนม การพัฒนาระบบฐานข้อมูล และการส่งเสริมให้เยาวชนไทยบริโภคนมโคสดและคนไทยบริโภคนมมากขึ้น

นางอรมนกล่าวว่า ในส่วนของโคเนื้อ ที่ผ่านมา ไทยได้ใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอส่งออกโคมีชีวิตและเนื้อวัวไปจำหน่ายในอาเซียนและจีน ซึ่งไทยจะต้องเตรียมรับมือกับเนื้อวัวและเครื่องในวัวนำเข้าจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำงานร่วมกัน โดยกระทรวงพาณิชย์จะช่วยสนับสนุนด้านการตลาด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ได้จัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาโคเนื้อ 2561-2565 เน้นการปรับปรุงอุตสาหกรรมโคเนื้อทั้งระบบตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการตลาด การพัฒนาปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อ อาหารสัตว์ ไปจนถึงมาตรฐานโรงงานฆ่าชำแหละ และแปรรูป ตลอดจนการควบคุมโรคระบาด

นอกจากนี้ ในด้านการเตรียมความพร้อมเพื่อดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรี กรมฯ ได้เตรียมเดินหน้าจัดตั้งกองทุนเอฟทีเอเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการเจรจาจัดทำความตกลงเอฟทีเอ มีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานคณะทำงาน และจะมีการประชุมครั้งแรกในวันที่ 20 ธ.ค.2562 นี้