ไทย – ตุรกี เร่งเจรจา FTA เล็งปิดดีลปีหน้า หวังดันการค้า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ไทย – ตุรกี นัดประชุมเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) รอบที่ 7 ผ่านระบบทางไกล เร่งเปิดตลาดการค้าสินค้า การลดและยกเลิกการเก็บภาษี และการจัดทำข้อบทที่คงเหลือ ตั้งเป้าปิดดีลการเจรจาภายในปี 2565 ชี้! หากความตกลงฯ มีผลบังคับใช้ คาดช่วยให้การค้าสองฝ่ายขยายตัว 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ   

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ตุรกีจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย – ตุรกี รอบที่ 7 ระหว่างวันที่ 29 มี.ค. – 2 เม.ย. 2564  ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยการประชุมครั้งนี้ จะเน้นการหารือเรื่องการเปิดตลาดการค้าสินค้า การลดและยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากร และการเจรจาจัดทำข้อบทเอฟทีเอต่อเนื่องจากรอบที่ผ่านมา เพื่อหาข้อสรุปการเจรจาภายในปี 2565

นางอรมน กล่าวว่า ไทยให้ความสำคัญกับการจัดทำเอฟทีเอไทย – ตุรกี มาโดยตลอด แม้ในช่วงสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 หัวหน้าคณะเจรจาทั้งสองฝ่ายยังได้หารือผ่านระบบทางไกลเป็นระยะ เพื่อปรับแผนการเจรจาให้สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน ทั้งนี้ คาดว่าหลังจากความตกลงฯ มีผลบังคับใช้ จะช่วยให้มูลค่าการค้าสองฝ่ายขยายตัวถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสินค้าสำคัญที่ไทยจะได้ประโยชน์ เช่น สิ่งทอ ยานยนต์และชิ้นส่วน เคมีภัณฑ์ พลาสติกและผลิตภัณฑ์ ยางและผลิตภัณฑ์ หม้อไอน้ำ เครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และผักและผลไม้เมืองร้อน เป็นต้น

นางอรมน เพิ่มเติมว่า ตุรกีเป็นตลาดสำคัญของไทยในตะวันออกกลาง มีประชากรกว่า 80 ล้านคน มีความใกล้ชิดกับสหภาพยุโรป (อียู) ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจการค้า และยังมีความตกลงสหภาพศุลกากรกับอียู ซึ่งถือเป็นความตกลงที่มีความเข้มข้นทางเศรษฐกิจการค้า อีกทั้งยังตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์การค้าที่สำคัญ ซึ่งเป็นประตูสู่ 4 อนุภูมิภาค ได้แก่ ตะวันออกกลาง แอฟริกาตอนเหนือ สหภาพยุโรป และยุโรปตะวันออก

ทั้งนี้ ตุรกีเป็นคู่ค้าอันดับที่ 37 ของไทยในตลาดโลก และเป็นอันดับ 4 ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
สำหรับปี 2563 การค้าระหว่างไทย-ตุรกี มีมูลค่า 1,339 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกมูลค่า 952 ล้านเหรียญสหรัฐ และไทยนำเข้ามูลค่า 388 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และเม็ดพลาสติก ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เสื้อผ้าสำเร็จรูป และเครื่องประดับอัญมณี

————————————-

 

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

กระทรวงพาณิชย์

26 มีนาคม 2564