‘พาณิชย์’ กางแผนเจรจา FTA ไทย – ตุรกี เร่งปิดดีลภายในปีนี้ ตั้งเป้ามูลค่าการค้าขยายตัวถึง 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เผยไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเจรจา FTA ไทย – ตุรกี รอบที่ 8 เดือน มิ.ย. นี้ เร่งเดินหน้าหาข้อสรุปการเปิดตลาดการค้าสินค้า การลดและยกเลิกภาษีนำเข้า และเจรจาจัดทำข้อบทคงค้าง หวังมูลค่าการค้าสองฝ่ายขยายตัวถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งเป้าปิดดีลปีนี้ มั่นใจ! ช่วยสร้างโอกาสทางการค้าและขยายตลาดใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทย

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยแผนการประชุมเจรจา FTA ไทย – ตุรกี ของปีนี้ เพื่อเร่งเดินหน้าหาข้อสรุปการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) รวมถึงการสร้างโอกาสทางการค้าและขยายตลาดใหม่ๆ ให้ผู้ประกอบการไทย ตามนโยบายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์)

นางอรมน กล่าวว่า ไทยมีแผนจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเจรจา FTA ไทย – ตุรกี รอบที่ 8 ในเดือนมิถุนายนนี้ โดยจะเน้นหารือเรื่องการเปิดตลาดการค้าสินค้า การลดและยกเลิกภาษีนำเข้า และการเจรจาจัดทำข้อบทความตกลงฯ ที่ยังค้างอยู่ เพื่อให้การเจรจาคืบหน้าและได้ข้อสรุปโดยเร็ว พร้อมทั้งเตรียมวางแผนการเจรจารอบที่ 9 ในช่วงไตรมาสที่ 3 และรอบที่ 10 ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ และเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2563 – 2564 ทำให้ไทยและตุรกีต้องปรับรูปแบบการประชุมเจรจาผ่านระบบการประชุมทางไกล เพื่อให้การเจรจามีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาให้ได้ภายในปีนี้

“สำหรับตุรกีถือเป็นตลาดสำคัญที่มีความน่าสนใจ มีประชากรกว่า 80 ล้านคน ตั้งอยู่ในจุดเชื่อมต่อระหว่างทวีปยุโรปกับเอเชีย และเป็นประตูการค้าสู่ 4 อนุภูมิภาค ทั้งตะวันออกกลาง แอฟริกาตอนเหนือ สหภาพยุโรป และกลุ่มประเทศเอเชียกลางติดทะเลดำ ซึ่งประเมินว่า หลังจากความตกลงฯ มีผลบังคับใช้ จะช่วยให้มูลค่าการค้าสองฝ่ายขยายตัวได้ตามเป้าถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ” นางอรมน เสริม

ทั้งนี้ ตุรกีเป็นคู่ค้าอันดับที่ 39 ของไทยในตลาดโลก และเป็นอันดับที่ 5 ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยในปี 2564 การค้าระหว่างไทยกับตุรกี มีมูลค่า 1,646 ล้านเหรียญสหรัฐ (51,924 ล้านบาท) ไทยส่งออกไปตุรกีมูลค่า 1,354 ล้านเหรียญสหรัฐ (42,576 ล้านบาท) และไทยนำเข้าจากตุรกีมูลค่า 292 ล้านเหรียญสหรัฐ (9,348 ล้านบาท) สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และเม็ดพลาสติก ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เสื้อผ้าสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์โลหะ