กองทุน FTA ถาวร

นับเป็น “ข่าวดี” สำหรับภาคการผลิตทั้ง “เกษตร-อุตสาหกรรม-บริการ” ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบการจัดตั้ง “กองทุนช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “กองทุน FTA

กองทุน FTA ดังกล่าว รัฐบาลจะจัดสรรเงินให้ภายใน 3 ปี ประมาณ 5,000 ล้านบาท

เริ่มจากปีแรกจัดสรรให้ 1,000 ล้านบาท ปีที่ 2-3 ปีละ 2,000 ล้านบาท

ส่วนแหล่งที่มาของ “รายได้” มาจาก “การจัดเก็บค่าธรรมเนียม” จากผู้ส่งออกที่ได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้า โดยจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อใช้สิทธิพิเศษทางภาษีสำหรับการส่งออกภายใต้การเปิดเสรีทางการค้า

คาดว่า จะสามารถ “จัดเก็บ” ได้ประมาณ 80 ล้านบาทต่อปี

ความสำเร็จของการ “นับหนึ่ง” จัดตั้งกองทุน FTA ดังกล่าว ต้องขอบคุณ “นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์” ที่ได้เห็นถึงความสำคัญของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้า

เพราะก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์ โดย “กรมการค้าต่างประเทศ” เคยมีกองทุน FTA ที่ใช้ดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าอยู่ แต่ไม่ยั่งยืน เพราะขึ้นอยู่กับ “งบประมาณ” ที่ได้รับในแต่ละปี

จนมาถึงปี 2564 ถูกตัดงบประมาณจน “หมดสิ้น” ทำให้ไม่สามารถ “ช่วยเหลือ” ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีได้ และยังเป็นการ “ปิดฉากกองทุน FTA” ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 หรือรวมแล้ว 15 ปี

นายจุรินทร์ได้ “รับรู้” ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2563 จึงได้พยายาม “ผลักดัน” ให้มีการจัดตั้งกองทุน FTA แบบถาวรขึ้นมา

เริ่มจากมอบหมายให้ “กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ” ไปดำเนินการ “รับฟังความคิดเห็น” จากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และยังได้แต่งตั้ง “คณะทำงานพิจารณาแนวทางการพัฒนากองทุนช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า” ที่มี “ปลัดกระทรวงพาณิชย์” เป็นประธาน เพื่อให้หาข้อสรุปในเรื่องการจัดตั้งกองทุน FTA

จนสามารถมี “ข้อสรุป” และได้เสนอให้ “คณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียนของกระทรวงการคลัง” พิจารณา และนำเสนอเข้า ครม. จนในที่สุด ครม. ได้อนุมัติให้มีการจัดตั้งกองทุน FTA ตามที่เสนอ

ที่สำคัญ เป็นไปตามเป้าหมาย คือ เป็นกองทุน “แบบถาวร” ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหา “ไม่มีเงินช่วยเหลือ” ลงได้

แต่ก็ใช่ว่า เมื่อ ครม.อนุมัติแล้ว “จะทำได้ทันที” เพราะยังมี “ขั้นตอนการดำเนินการ” อีกหลายขั้นตอน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ” ให้ข้อมูลว่า ขั้นตอนจากนี้ไป กรมฯ กำลังเตรียมยกร่าง “พ.ร.บ.กองทุนช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า พ.ศ. …” หรือร่าง “พ.ร.บ.กองทุน FTA

จากนั้นจะเป็นขั้นตอน “การจัดรับฟังความคิดเห็น” จากผู้ที่เกี่ยวข้อง

โดยกระบวนการตรงนี้ จะใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 เดือน ก่อนที่จะนำร่าง พ.ร.บ. เสนอ ครม. คณะกรรมการกฤษฎีกา และรัฐสภา ตามกระบวนการตรากฎหมายของไทย

สำหรับ “รูปแบบการช่วยเหลือ” แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ

1.เงินจ่ายขาด เช่น ค่าใช้จ่ายในการจัดหาที่ปรึกษา ฝึกอบรม และการตลาด

2.เงินหมุนเวียน เช่น ค่าลงทุนต่าง ๆ ค่าเครื่องมือและอุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายหมุนเวียน

ส่วนรูปแบบการทำงาน กองทุน FTA จะทำงานร่วมกับ “หน่วยงานข้อกลาง” ทั้งภาครัฐ เอกชน เกษตร วิชาการ และธนาคาร เช่น สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานเกษตรจังหวัด หอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัด มหาวิทยาลัย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และ SME Bank เพื่อเชื่อมโยงกลุ่มผู้ขอรับการช่วยเหลือในพื้นที่ต่าง ๆ กับกองทุน FTA

ทั้งนี้ หน่วยงานข้อกลาง จะช่วยสนับสนุนกลุ่มผู้ขอรับการช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ เช่น การให้คำปรึกษา การริเริ่มและช่วยเหลือการจัดทำข้อเสนอโครงการ การพิจารณากลั่นกรองข้อเสนอโครงการ การจัดส่งข้อเสนอโครงการต่อกองทุน การดำเนินและกำกับโครงการ การเบิกจ่าย และการรายงานผลการดำเนินการต่อกองทุน

ทางด้านการพิจารณาอนุมัติ “โครงการช่วยเหลือ” ที่ขอผ่านหน่วยงานข้อกลางเข้ามา กองทุน FTA จะมีการจัดตั้ง “คณะกรรมการบริหารกองทุน” เพื่อพิจารณาอนุมัติตาม “หลักเกณฑ์” และ “เงื่อนไข” ที่จะกำหนดต่อไป เช่น เป็นกลุ่มผู้ผลิตสินค้าหรือบริการที่ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า เป็นต้น

การมีกองทุน FTA แบบถาวรนี้ จะช่วยแก้ไขปัญหาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าลงได้อย่างครบถ้วน เพราะการช่วยเหลือจะครอบคลุมทุกภาคการผลิต ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ

ยิ่งปัจจุบัน ไทยมี FTA กับประเทศต่าง ๆ ถึง 14 ฉบับ รวม 18 ประเทศ คิดเป็นสัดส่วน 63% ของมูลค่าการค้าไทยกับโลก

โดย RCEP เป็น FTA ฉบับล่าสุดของไทย ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2565 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ไทยยังอยู่ระหว่างการเจรจา FTA อีกหลายฉบับ กับตุรกี ปากีสถาน ศรีลังกา สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ที่ประกอบด้วย สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ และ FTA อาเซียน-แคนาดา รวมทั้งอยู่ระหว่างเตรียมการเปิดเจรจา FTA ในอนาคตกับสหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักร

จากแผนการเจรจา FTA ที่มีอยู่ตอนนี้ เห็นได้ชัดเจนว่า อนาคตไทยจะมี FTA เกิดขึ้นอีกหลายฉบับ

แล้ว FTA ฉบับใหม่ ๆ ที่อยู่ในแผนการเจรจา ล้วนแต่เป็น FTA ที่มี “มาตรฐาน” อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะ FTA ที่ไทยจะทำกับประเทศในฝั่งยุโรป

แน่นอนว่า เมื่อเจรจาตกลงกันแล้ว ผลกระทบอาจจะ “มี” หรือ “ไม่มี” ก็ได้

แต่ถ้ามี “กองทุน FTA” เอาไว้ให้ “อุ่นใจ

ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีกว่า

ขอเอาใจช่วย ทำให้สำเร็จโดยเร็ว

ซีเอ็นเอ