​“จุรินทร์”โชว์วิชันเวทีอาเซียน+3 ดันพัฒนานวัตกรรม-เทคโนโลยี หนุนใช้ประโยชน์ RCEP

“จุรินทร์”โชว์วิชันในเวทีประชุมอาเซียนบวกสาม ว่าด้วยความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน ผลักดันนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล 4 ด้านมาใช้ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การส่งเสริมการอำนวยความสะดวกทางการค้า และเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคด้วยการใช้ประโยชน์จาก RCEP  

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับเชิญจากรัฐบาลจีนให้เป็นตัวแทนประเทศไทยร่วมกล่าวถ้อยแถลงในเวทีระดับผู้นำของการประชุมอาเซียนบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) ว่าด้วยความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน โดยมีผู้แทนระดับผู้นำของภูมิภาคอาเซียนบวกสาม ได้แก่ รองนายกรัฐมนตรีของจีน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังของกัมพูชา และรัฐมนตรีกระทรวงกิจการทางทะเลและการลงทุนของอินโดนีเซีย เข้าร่วม

โดยการประชุมอาเซียนบวกสามว่าด้วยความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน เป็นหัวข้อที่สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาการหยุดชะงักจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด–19 และสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ ทำให้อาเซียนบวกสามต้องหันมาร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานการผลิตมากยิ่งขึ้น โดยลดการพึ่งพาแหล่งการผลิตเดียว และลดขั้นตอนของห่วงโซ่การผลิตให้สั้นและซับซ้อนน้อยลง

ทั้งนี้ ได้เสนอให้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานระหว่างอาเซียนกับประเทศบวกสามอย่างเป็นรูปธรรม 4 ด้าน คือ 1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อนำไปสู่ระบบการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันอย่างไร้รอยต่อ โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ 2.การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความสามารถพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมขั้นสูงและสร้างทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้กับแรงงาน 3.การส่งเสริมการอำนวยความสะดวกทางการค้า เช่น การนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในกระบวนการทางศุลกากร เพื่อช่วยลดขั้นตอนให้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น และ 4.การเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคให้แข็งแกร่ง เพื่อสร้างความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานให้แน่นแฟ้นและส่งเสริมการค้าภายในภูมิภาค โดยการจัดทำความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ซึ่งความตกลง RCEP ถือเป็นความสำเร็จหนึ่งที่เป็นรูปธรรม ช่วยให้เกิดความเชื่อมโยงและขยายห่วงโซ่อุปทานจากการสะสมถิ่นกำเนิดในภูมิภาคได้มากยิ่งขึ้น

สำหรับการประชุมอาเซียนบวกสามว่าด้วยความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน เป็นการประชุมเฉพาะกิจที่รัฐบาลจีนจัดขึ้นภายใต้งานผู้ประกอบการเอเชียตะวันออกไท่หู ครั้งที่ 2 ณ เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยแบ่งการประชุมออกเป็น 3 ช่วง คือ การประชุมระดับผู้นำ การประชุมระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และการเสวนาในหัวข้อย่อยต่าง ๆ เช่น เขตการสาธิตร่วมเพื่อการพัฒนาการค้าและเศรษฐกิจเชิงนวัตกรรม การใช้ประโยชน์จากความตกลง RCEP และเศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชนและนักวิชาการที่มีชื่อเสียงของไทยเข้าร่วมการเสวนา ได้แก่ นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย–จีน และ รศ.ดร. ชโยดม สรรพศรี ประธานหลักสูตรเศรษฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยการประชุมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุมจริงจากหน่วยงานภาครัฐ สมาคมการค้า สถาบันทางการเงิน และผู้ประกอบการของจีน กว่า 500 ราย และในรูปแบบออนไลน์กว่า 1.3 ล้านราย จากประเทศอาเซียนและประเทศบวกสาม ซึ่งถือเป็นกิจกรรมเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 25 ปี ของกรอบความร่วมมืออาเซียนบวกสามใน 2565 ด้วย

ในช่วง 5 เดือนของปี 2565 (ม.ค.-พ.ค.) การค้าระหว่างอาเซียนกับประเทศบวกสาม มีมูลค่าถึง 563,530 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 14% และในปี 2564 การลงทุนโดยตรงของประเทศบวกสามในอาเซียน มีมูลค่าถึง 32,650 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั้งหมดในอาเซียน