ไทย-ตุรกี

ความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย-ตุรกี (Free Trade Agreementbetween the Republic of Turkey and the Kingdom of Thailand)

ความเป็นมา

– ไทยและตุรกี ได้จัดตั้ง Joint Trade Commission (JTC) ภายใต้ความตกลงทางการค้าไทย-ตุรกี ที่ลงนามตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ เป็นเวทีในการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนไทย-ตุรกี

– ในระหว่างวันที่ ๒๑-๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ประธานสภานักธุรกิจตุรกี-ไทย (นาย Refik Gokcek) เดินทางมาเยือนประเทศไทย ได้เข้าพบหารือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ) เพื่อช่วยสนับสนุนและผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจไทย-ตุรกี รวมทั้งนักธุรกิจตุรกีต้องการผลักดันการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย-ตุรกี ซึ่งไทยรับที่จะพิจารณาด้วยดี ในฐานะที่ไทยมีนโยบายเปิดกว้างกับการค้าเสรี

– นายกรัฐมนตรี (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) เดินทางเยือนสาธาณรัฐตุรกี เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ซึ่งในโอกาสดังกล่าวนายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าเป็น ๒,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ในอีก ๕ ปีข้างหน้า (ปี ๒๕๖๑) และเห็นควรให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ (Joint Feasibility Study) ในการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-ตุรกี โดยการจัดทำการศึกษาร่วมฯ

การจัดทำ FTA ไทย-ตุรกี จะเป็นประโยชน์แก่ไทย

– ตุรกีมีจุดเด่น คือ มีทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่ดี โดยตั้งอยู่ระหว่างทวีปเอเชีย ยุโรป และอดีตสหภาพโซเวียต สามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเอเชียกับยุโรป เป็นประเทศมุสลิมแบบเปิดจึงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางที่เป็นประเทศมุสลิมด้วยกัน เป็นตลาดใหญ่มีประชากรกว่า ๘๐ ล้านคน มีวัฒนธรรมและความเป็นอยู่แบบยุโรป มีจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณปีละ ๓๖.๗ ล้านคน ซึ่งจุดเด่นเหล่านี้ทำให้ไทยสามารถใช้ตุรกีเป็นประตูการค้าเพื่อกระจายสินค้าไปยังทวีปต่างๆ เช่น ยุโรป กลุ่มประเทศบอลข่าน คอเคซัส ตะวันออกกลาง และแอฟริกาใต้ นอกจากนี้ ปัจจุบันตุรกีเป็นสหภาพศุลกากรเดียวกับสหภาพยุโรป (EU-Turkey Custom Union) ซึ่งหากไทยจัดทำ FTA กับตุรกี จะทำให้ไทยสามารถนำเข้าสินค้าไปยังตุรกีโดยไม่ต้องเสียภาษี และจะสามารถส่งผ่านสินค้าเข้าไปยังสหภาพยุโรปได้ เพราะปัจจุบันตุรกีก็มีมาตรการทางภาษีที่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าเกษตรมีอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ ๔๑.๗ และยังมีการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดกับสินค้าไทยหลายรายการด้วย

– ตุรกีให้สิทธิ GSP แก่ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุด โดยมีเงื่อนไขการให้สิทธิและการตัดสิทธิเช่นเดียวกันกับการให้สิทธิ GSP ของสหภาพยุโรปในปี ๒๕๕๕ ไทยส่งออกสินค้าไปยังตุรกีภายใต้สิทธิ GSP คิดเป็นมูลค่า ๕๖๘.๒๘ ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากปีก่อนหน้าร้อยละ ๒๓.๑๗ สินค้าสำคัญที่มีการขอใช้สิทธิ ได้แก่ ยานยนต์สำหรับขนส่งของน้ำหนักบรรทุกไม่เกิน ๕ ตัน เครื่องปรับอากาศแบบติดหน้าต่างและผนัง โพลิเมอร์ของสไตรีนในลักษณะปฐม โพลิเมอร์ของเอทิลีน เส้นใยสั้นเทียม เครื่องปรับอากาศไม่มีหน่วยทำความเย็น และโพลิเอทิลีนเทเรฟทำเลต ทั้งนี้ การทำ FTA กับตุรกีจะทำให้ไทยได้รับสิทธิประโยชน์ภาษีศูนย์จากตุรกีเป็นการถาวร โดยไม่ต้องพึ่งพาสิทธิ GSP

การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ตุรกี

– รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เห็นชอบในหลักการให้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมสำหรับการจัดทำการศึกษาร่วม ถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-ตุรกี หรือ Joint Working Group (JWG) for a Free Trade Agreement between Thailand and Turkey เพื่อติดตามความคืบหน้าการศึกษาร่วมดังกล่าว โดยมีอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศหรือผู้แทนเป็นประธานร่วมฝ่ายไทย

การประชุมคณะทำงานร่วมฯ

– ได้มีการการประชุมคณะทำงานร่วมสำหรับการจัดทำการศึกษาร่วม ถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย-ตุรกี (JWG) ครั้งที่ ๑ ระหว่างวันที่ ๑๓-๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๖ ณ สาธารณรัฐตุรกี โดยมีอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย และ Mr. Murat YAPICI, Director General for EU Affairs กระทรวงเศรษฐกิจตุรกี เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายตุรกี ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงรูปแบบของการจัดทำการศึกษาร่วมฯ โดยให้แต่ละฝ่ายศึกษาผลกระทบจากการทำ FTA และนำผลการศึกษาที่ได้มาหารือเพื่อจัดทำเป็นผลการศึกษาร่วมฯ และให้ศึกษาร่วมในประเด็นการค้าสินค้าและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรการเยียวยาทางการค้า กระบวนการศุลกากร มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช และอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า เป็นต้น

สถานะล่าสุด (Dec 2017)

‘พาณิชย์’ พร้อมเป็นเจ้าภาพหารือ FTA ไทย-ตุรกี รอบที่ 2 ระหว่างวันที่ 13-15 ธันวาคม 2560 ตามแผนดำเนินงานที่ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าหมายให้สรุปผลภายในปี 2561 เพื่อฉลองความสัมพันธ์ไทย-ตุรกี ครบรอบ 60 ปี และหวังใช้ FTA ดันการค้าขยายตัว 2 เท่าภายในปี 2563

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ หัวหน้าผู้แทนไทยในการประชุมเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-ตุรกี เปิดเผยว่า ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเจรจา FTA ไทย-ตุรกี ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 13 -15 ธันวาคม 2560 ที่กรุงเทพฯ ซึ่งจะหารือในรายละเอียดมากขึ้นหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายประกาศเปิดการเจรจา FTA ไทย-ตุรกี และหารือรอบแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี โดยในการประชุมครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายจะพิจารณายกร่างข้อบทว่าด้วยการค้าสินค้า และข้อบทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช มาตรการที่เกี่ยวข้องกับอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด มาตรการต่อต้านการอุดหนุน และกฎระเบียบต่างๆ เป็นต้น ทั้งนี้ โดยทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าหมายจะเจรจาความตกลงฉบับนี้ให้แล้วเสร็จภายในปี 2561 เพื่อฉลองความสัมพันธ์ไทย-ตุรกีครบรอบ 60 ปี

นางอรมน กล่าวเสริมว่า ตุรกีเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีประชากรมากกว่า 80 ล้านคน อีกทั้งยังตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเอเชียและยุโรป อีกทั้งตุรกีเป็นประเทศมุสลิมที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มประเทศมุสลิมในตะวันออกกลาง และยังมีเส้นทางขนส่งเชื่อมโยงหลายภูมิภาคที่ไทยสามารถใช้ตุรกีเป็นประตูสู่ภูมิภาคยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ ในทางกลับกันไทยตั้งอยู่กลางเชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียนเช่นกัน ซึ่งการจัดทำ FTA ไทย-ตุรกี จะสร้างโอกาสการค้าและการลงทุน รวมทั้งขยายโอกาสส่งออกสินค้าไทย เช่น สินค้าฮาลาล ผลิตภัณฑ์ประมง เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น ซึ่งคาดว่า FTA ไทย-ตุรกี จะเป็นเครื่องมือสำคัญช่วยให้การค้าสองฝ่ายขยายตัว 2 เท่าภายในปี 2563 ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

ในปี 2559 ตุรกีเป็นคู่ค้าอันดับที่ 35 ของไทยในตลาดโลก และเป็นอันดับ 4 ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีมูลค่า 1,370.69 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.33 ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยไทยส่งออกมูลค่า 1,071.5ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้ามูลค่า 299.2 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับในช่วง 10เดือนแรกของปี 2560 การค้าไทย-ตุรกีมีมูลค่า 1,265.49ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 7โดยไทยส่งออกมูลค่า 1,065.84ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ร้อยละ 16.5 และนำเข้ามูลค่า 199.64ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้าร้อยละ 25.3

สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปตุรกี ได้แก่ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ เส้นใยประดิษฐ์อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์และไดโอด ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญของไทยจากตุรกี ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เสื้อผ้าสำเร็จรูป กระจก แก้วและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องประดับอัญมณี ผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน

สถานะ (july 2017)

ไทยและตุรกีจะประกาศการเปิดเจรจา FTAระหว่างกัน ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2560ณ กรุงอังการา สาธารณรัฐตุรกี โดยทั้งสองประเทศจะเริ่มการเจรจาความตกลงการค้าเสรีรอบแรก ระหว่างวันที่ 19-20 กรกฎาคมนี้

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มีกำหนดเยือนกรุงอังการา สาธารณรัฐตุรกี เพื่อเข้าร่วมพิธีประกาศเปิดเจรจา FTAร่วมกับรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของตุรกี (นาย NihatZeybekçi)ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2560ทั้งนี้ การเจรจา FTA มาจากเจตนารมณ์ของทั้งสองประเทศในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าทวิภาคี

นางอภิรดี กล่าวเสริมว่า ตุรกีเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีประชากรประมาณ 80 ล้านคน และมีนักท่องเที่ยวปีละกว่า 30 ล้านคน และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 19 ของโลก อีกทั้งยังเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศ G20 ตุรกีมีที่ตั้งที่ได้เปรียบด้านยุทธศาสตร์ สามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเอเชียกับยุโรป และเป็นจุดเชื่อมต่อทางการค้า ทั้งด้านเหนือ-ใต้ และตะวันออก-ตะวันตก เป็นประเทศมุสลิมแบบเปิดจึงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางที่เป็นประเทศมุสลิมด้วยกัน นอกจากนี้ ยังเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญจากทะเลแคสเปียนและภูมิภาคเอเชีย ไทยจึงสามารถใช้ตุรกีเป็นสะพานเชื่อมต่อทางการค้าไปสู่ประเทศต่างๆ ได้ อาทิ ยุโรปตะวันออก กลุ่มประเทศบอลข่าน และแอฟริกาตอนเหนือ ในขณะเดียวกัน ตุรกีสามารถใช้ไทยเป็นประตูสู่ภูมิภาคอาเซียน และ CLMV ได้ นอกจากนั้น ตุรกีมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน และให้การคุ้มครองนักลงทุน จึงเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนไทยที่จะเข้าไปลงทุนในตุรกีและโอกาสในการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหาร การแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร และประมง รวมทั้งการผลิตอาหารฮาลาล เป็นต้น

สำหรับการเจรจาจัดทำ FTAไทย-ตุรกี รอบที่ 1 ระหว่างวันที่ 19 – 20 กรกฎาคม 2560 ที่ประเทศตุรกีเป็นเจ้าภาพ จะมีอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร) เป็นประธานร่วมกับอธิบดีกรมกิจการสหภาพยุโรป กระทรวงเศรษฐกิจตุรกี (Mr.MuratYapici) โดยการเจรจารอบที่ 1 ทั้งสองฝ่ายมีเป้าหมายเพื่อหารือโครงสร้างของข้อบทความตกลงการค้าสินค้า การแบ่งกลุ่มการเจรจาที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้า การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน แผนการเจรจาและความคาดหวัง รวมถึงเป้าหมายการเจรจาในแต่ละรอบ เพื่อให้การดำเนินการเจรจาสามารถเสร็จสิ้นได้ภายในปลายปี 2561

ที่ผ่านมา กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้จ้างมูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง (มูลนิธิ สวค.) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ โดยผลการศึกษาพบว่า GDPของไทยจะเพิ่มขึ้น 0.03-0.04%หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 74-99ล้านเหรียญสหรัฐ และการส่งออกของไทยไปโลกจะเพิ่มขึ้น 0.03-0.05%หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 50-90 ล้านเหรียญสหรัฐทั้งนี้ รายการสินค้าที่คาดว่าไทยจะได้รับประโยชน์ ได้แก่ ยานพาหนะ ตู้เย็น พลาสติกชนิดโพลิสไตรีน ผ้าทอ เมล็ดพืช อาหารฮาลาล เคมีภัณฑ์อินทรีย์ พลาสติกและผลิตภัณฑ์ ยางและผลิตภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น

ในปี 2559 ตุรกีเป็นคู่ค้าอันดับที่ 35 ของไทยในตลาดโลก และเป็นอันดับ 4 ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยการค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 1,370.69 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.33 ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของไทย และไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 772.34 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกมูลค่า 1071.5ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้ามูลค่า 299.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2559 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 609.3 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 7.81 และมูลค่าการค้าสองฝ่ายคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.34ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของไทย และไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 419.07 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกมูลค่า 514.19 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น จากปีก่อนหน้า ร้อยละ 13.18 และนำเข้ามูลค่า 95.11 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากปีก่อนหน้าร้อยละ 14.19

สินค้าส่งออกของไทยที่มีศักยภาพ เช่น เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ เส้นใยประดิษฐ์อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์และไดโอด ด้ายและเส้นใยประดิษฐ์ เป็นต้น ส่วนสินค้านำเข้าจากตุรกี เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เสื้อผ้าสำเร็จรูป กระจก แก้วและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องประดับอัญมณี ผลิตภัณฑ์ทำจากพลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เป็นต้น