‘กรมเจรจาฯ’ โชว์ตัวเลขส่งออกอาเซียน พุ่ง 17% มูลค่ากว่า 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ชี้เป้าผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์ FTA เจาะตลาดอาเซียน

‘กรมเจรจาฯ’ โชว์ตัวเลขส่งออกของไทยไปประเทศอาเซียน 4 เดือนแรก พุ่ง 17% มูลค่ากว่า 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดสิงคโปร์มาแรง ตามด้วยอินโดนีเซีย และเมียนมา เผยสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมสัดส่วนส่งออกสูงถึง 72% ทั้งรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ แนะผู้ประกอบการไทยใช้ FTA เพิ่มแต้มต่อส่งออกสินค้าเจาะตลาดอาเซียน  

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ติดตามสถานการณ์การส่งออกของไทยไปยังประเทศสมาชิกอาเซียน ในช่วง 4 เดือน (ม.ค. – เม.ย. 2565) พบว่า มีมูลค่า 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และมีอัตราการขยายตัวสูงกว่าการส่งออกของไทยไปโลกถึง 14% อาเซียนถือเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย คิดเป็นสัดส่วน 24.7% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยการส่งออกของไทยไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นที่น่าพอใจ อาทิ สิงคโปร์ (+60%) อินโดนีเซีย (+34%) เมียนมา (+24%) มาเลเซีย (+11%) ฟิลิปปินส์ (+11%) สปป.ลาว (+8%) กัมพูชา (+7%) เวียดนาม (+0.4%)

นางอรมน เพิ่มเติมว่า สินค้าส่งออกสำคัญของไทยที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้น อาทิ สินค้ากลุ่มเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรม มีสัดส่วนการส่งออก 16% ของการส่งออกไทยไปอาเซียน อาทิ น้ำตาลทราย (+140%) ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ (+12%) ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ (+81%) อาหารสัตว์เลี้ยง (+21%) และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง (+72%) และสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรม มีสัดส่วนการส่งออก 72% ของการส่งออกไทยไปอาเซียน อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (+1.4%) เม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ (+14%) แผงวงจรไฟฟ้า (+27%) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล (+21%) และเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ (+8%)

ทั้งนี้ ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับสินค้าของไทยจากแต้มต่อทางภาษี ช่วยลดต้นทุนสินค้าและวัตถุดิบจากการนำเข้าได้ในราคาที่ถูกลง โดยไทยได้ร่วมจัดทำความตกลงการค้าเสรีอาเซียนกับประเทศสมาชิก อีก 9 ประเทศ ได้แก่ บรูไนฯ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม กัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา และได้ตกลงเปิดตลาดการค้าสินค้าระหว่างกัน นับตั้งแต่ปี 2536 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งสมาชิกอาเซียนได้ยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรระหว่างกันเกือบทุกรายการสินค้าแล้ว

“จากการคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 การเปิดประเทศของสมาชิกอาเซียน ความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้น และการห้ามส่งออกของบางประเทศ จะทำให้การส่งออกของไทยไปอาเซียนในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรเร่งศึกษาสิทธิประโยชน์ รวมถึงพิจารณาใช้ประโยชน์จาก FTA ที่ไทยมีอย่างเต็มที่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และมีความโดดเด่นแตกต่างจากคู่แข่ง ซึ่งนอกจากจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าแล้ว ยังช่วยให้สินค้าไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน” นางอรมนเสริม

——————————–

10 มิถุนายน 2565