<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[FTA]]></title>
<link>https://ftacenter.dtn.go.th/th/content/category/index/id/1108</link>
<atom:link href="https://ftacenter.dtn.go.th/th/content/category/index/id/1108" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[วิกฤตอาหารโลก]]></title>
<link>https://ftacenter.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/1108/iid/12381</link>
<guid isPermaLink="false">ebcb2e13fb771b16fe5ff4d9ca0cc964</guid>
<pubDate>Fri, 01 Sep 2023 15:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[-]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[เยอรมนีเผชิญกับการขยายตัวที่อ่อนแอ ท่ามกลางความกังวลด้านพลังงาน]]></title>
<link>https://ftacenter.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/1108/iid/11369</link>
<guid isPermaLink="false">47747cfcc60fe949c5c38e4da9b5bebe</guid>
<pubDate>Tue, 04 Oct 2022 15:04:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="เยอรมนีเผชิญกับการขยายตัวที่อ่อนแอ ท่ามกลางความกังวลด้านพลังงาน" src="/file/get/file/4.2022102099863f7349f01afce8e34d3ec9a52517150538.png" style="width: 150px; height: 150px;" /></p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[เศรษฐกิจโลก ถดถอย ส่งผลกระทบถึงอาเซียน]]></title>
<link>https://ftacenter.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/1108/iid/11368</link>
<guid isPermaLink="false">58aed39284d924c8aeb4f6af31c8b0bd</guid>
<pubDate>Fri, 23 Sep 2022 15:02:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="เศรษฐกิจโลก ถดถอย ส่งผลกระทบถึงอาเซียน" src="/file/get/file/4.202210208463332689f0adfbfe238d28e816726b150351.png" style="width: 150px; height: 150px;" /></p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[จับตาการค้าโลก จากอดีต มาปัจจุบัน ไปอนาคต]]></title>
<link>https://ftacenter.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/1108/iid/11367</link>
<guid isPermaLink="false">c9c95f0fc0ca7fd3f60244fca349c4e3</guid>
<pubDate>Fri, 23 Sep 2022 14:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="จับตาการค้าโลก จากอดีต มาปัจจุบัน ไปอนาคต" src="/file/get/file/4.20221020fbc91d3090d62d1ca61d71b7973d6dd4150124.png" style="width: 150px; height: 150px;" /></p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘อาเซียน–อินเดีย’ เดินหน้าทบทวนความตกลงการค้าสินค้า เพิ่มอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ]]></title>
<link>https://ftacenter.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/1108/iid/11201</link>
<guid isPermaLink="false">c9b536cfc7af344d0a31f9ce1af40ef8</guid>
<pubDate>Thu, 22 Sep 2022 14:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&lsquo;</strong><strong>รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน</strong><strong>&ndash;อินเดีย&rsquo; เดินหน้าทบทวนความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน&ndash;อินเดีย (AITIGA) พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการร่วม</strong>&nbsp;<strong>(</strong><strong>JC) มุ่งเจรจาทบทวนด้านกฎถิ่นกำเนิดสินค้า เล็งเปิดตลาดเพิ่มและ</strong><strong>มาตรการอำนวย</strong><strong>ความสะดวกทางการค้าให้ภาคธุรกิจ ด้านสภาธุรกิจ พร้อมหนุนความร่วมมือของภาคเอกชนสองฝ่าย ทั้งด้านสุขภาพ&nbsp;</strong><strong>เทคโนโลยีและดิจิทัล การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์&nbsp;</strong><strong>SMEs startup และ</strong>&nbsp;<strong>E-Commerce</strong></p>

<p>ดร.สรรเสริญ สมะลาภา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา ได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ให้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน&ndash;อินเดีย ครั้งที่ 19 ณ เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา โดยที่ประชุมได้รับรองขอบเขตการทบทวนความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน&ndash;อินเดีย (ASEAN&ndash;India Trade in Goods Agreement: AITIGA) พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการร่วม (Joint Committee: JC) เพื่อเจรจาการทบทวนความตกลง AITIGA</p>

<p>ดร.สรรเสริญ กล่าวว่า ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน-อินเดีย (AITIGA) มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2553 โดยปัจจุบันอาเซียนและอินเดียได้ลดภาษีนำเข้าสินค้าเหลือ 0% กว่า 73% ของรายการสินค้าทั้งหมด ซึ่งช่วยให้การค้าทั้งสองฝ่ายเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของภาคเอกชนมีการใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีภายใต้ความตกลงฯ ค่อนข้างต่ำ โดยส่วนหนึ่งเกิดจากกฎถิ่นกำเนิดสินค้ามีความเข้มงวด ดังนั้น การเจรจาทบทวนความตกลงด้านการค้าสินค้าจึงเป็นโอกาสดีที่จะได้ทบทวนกฎถิ่นกำเนิดสินค้าให้สอดคล้องกับโครงสร้างการผลิตของอาเซียนและไทย รวมทั้งเจรจาประเด็นอื่นๆ อาทิ การเปิดตลาดเพิ่มเติมและมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้า ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าและเพิ่มการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลง AITIGA เพื่อให้เปิดกว้างในการเข้าถึงตลาด มีความทันสมัย ลดอุปสรรคทางการค้า และอำนวยความสะดวกให้กับภาคธุรกิจการค้ามากขึ้น</p>

<p>นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือกับสภาธุรกิจอาเซียน&ndash;อินเดีย (ASEAN&ndash;India Business Council: AIBC) ถึงทิศทางการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน ซึ่งภาคเอกชนได้เรียกร้องให้การเจรจาทบทวนความตกลง AITIGA ครอบคลุม ทั้งการเปิดเสรีเพิ่มเติม กฎถิ่นกำเนิดสินค้าที่เปิดกว้าง และการอำนวยความสะดวกด้านพิธีการทางศุลกากร อีกทั้งจะสนับสนุนความร่วมมือของภาคเอกชนสองฝ่ายในสาขาที่สนใจร่วมกัน อาทิ การดูแลสุขภาพ เทคโนโลยีและดิจิทัล การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ SMEs startup และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce)</p>

<p>ทั้งนี้ ในปี 2564 การค้าระหว่างอาเซียนและอินเดีย มีมูลค่า 91,491.77 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 39.26% จากปีก่อนหน้า โดยอาเซียนส่งออกไปอินเดีย มูลค่า 53,749.77 ล้านเหรียญสหรัฐ และอาเซียนนำเข้าจากอินเดีย มูลค่า 37,742 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับการค้าระหว่างไทย-อินเดีย มีมูลค่า 14,940.49 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 52.52% โดยไทยส่งออกไปอินเดีย มูลค่า 8,534.10 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการใช้สิทธิพิเศษทางภาษีภายใต้ความตกลงฯ มูลค่า 4,377.29 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 51.29% ของมูลค่าส่งออกไปอินเดียทั้งหมด สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ และอัญมณีและเครื่องประดับ และไทยนำเข้าจากอินเดีย มูลค่า 6,406.39 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการใช้สิทธิพิเศษทางภาษีภายใต้ความตกลงฯ มูลค่า 748.36 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 11.68% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดจากอินเดีย สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะ และเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์</p>

<p style="text-align: center;">&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;-</p>

<p style="text-align: right;">21 กันยายน 2565</p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘กรมเจรจาฯ’ ชี้เป้าใช้ FTA เจาะตลาดชิลี-เปรู ขยายโอกาสทางการค้าการลงทุน]]></title>
<link>https://ftacenter.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/1108/iid/11200</link>
<guid isPermaLink="false">7132221325cab2e820f35c7930b7a58c</guid>
<pubDate>Fri, 16 Sep 2022 14:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เผยผลสัมมนาเจาะตลาดอเมริกาใต้ แนะใช้ประโยชน์จาก&nbsp;</strong><strong>FTA ไทย-ชิลี และไทย-เปรู เป็นใบเบิกทาง ชี้! เปรู สนใจอาหาร ประมง เครื่องสำอาง ยา ชิ้นส่วนยานยนต์ ส่วนชิลีสนใจสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ใช้ในการผลิตหุ่นยนต์ การแพทย์ รถอีวี แนะผู้ประกอบการควรศึกษาให้รอบด้านก่อนทำการค้าและการลงทุน</strong></p>

<p>นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา กรมได้จัดงานสัมมนาออนไลน์ เรื่อง &ldquo;FTA ไทย-ชิลี และไทย-เปรู : โอกาสสู่ตลาดอเมริกาใต้&rdquo; โดยได้รับเกียรติจากเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเปรูประจำประเทศไทย อุปทูตรักษาการเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐชิลีประจำประเทศไทย และวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและเอกชน ร่วมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการค้าการลงทุนของเปรูและชิลี โอกาส ความท้าทาย และข้อเสนอแนะในการทำการค้ากับประเทศในภูมิภาคอเมริกาใต้</p>

<p>นางสาวจณัญญา บัณฑุกุล ผู้อำนวยการสำนักอเมริกา แปซิฟิกและองค์การระหว่างประเทศ ให้ข้อมูลว่า ภูมิภาคอเมริกาใต้ มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และมีจำนวนประชากรราว 700 ล้านคน หรือประมาณ 10% ของประชากรโลก โดยในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย. 2565) การค้ารวมของไทยกับภูมิภาคอเมริกาใต้ มีมูลค่า 8,166.70 ล้านเหรียญสหรัฐ (2.77%) เมื่อเทียบกับการค้าของไทยกับโลก นอกจากนี้ ยังได้จัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-ชิลี และความตกลงว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ไทย-เปรู โดยในช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. 2565 มีสัดส่วนการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากความตกลงทั้งสองสูงเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับ FTA กรอบอื่นๆ ของไทย</p>

<p>ด้านนางสาวเซซิเลีย ซูนิลดา กาลาเรตา บาซาน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเปรูประจำประเทศไทย เพิ่มเติมว่า เปรูเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในลาตินอเมริกา และปัจจุบันมีความตกลงทางการค้าเสรีมากถึง 22 ฉบับ ครอบคลุม 58 ตลาดทั่วโลก สำหรับไทยเป็นประเทศคู่ค้าลำดับที่ 2 ของเปรู ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการเปรูสนใจไทยในอุตสาหกรรมด้านอาหาร ประมง เครื่องสำอาง ยา และชิ้นส่วนยานยนต์ สำหรับผู้ประกอบการไทยสนใจเปรูในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารที่มีโภชนาการสูงรายใหญ่ของโลก อาทิ ควินัว และเมล็ดเจีย</p>

<p>นายเฟอร์นันโด เบร์กุนโญ อุปทูตรักษาการเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐชิลีประจำประเทศไทย และนายบรูโน โรเวโต้ รักษาการแทนหัวหน้าสำนักส่งเสริมการส่งออกของชิลี ให้ข้อมูลว่า ไตรมาสแรกของปีนี้ ชิลีมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น โดยเอเชียเป็นตลาดส่งออกหลัก คิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของการส่งออกทั้งหมด และเห็นว่าไทยเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญในภูมิภาค ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตหุ่นยนต์ เครื่องมือทางการแพทย์ และรถยนต์ EV ทั้งนี้ FTA ไทย-ชิลี มีส่วนสำคัญต่อการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ ทั้งด้านการค้าสินค้าที่มีสินค้ากว่า 7,000 รายการ ลดภาษีเป็น 0 และด้านการค้าบริการที่ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปลงทุนในชิลีได้ 100%</p>

<p>นางสาวรัตนาภรณ์ สิงห์ศักดา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก เสริมว่า ชิลีเป็นหนึ่งในประเทศที่ทำ FTA เป็นจำนวนมาก จึงเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการที่สามารถเลือกใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA นอกจากนี้ ชิลีมีแนวโน้มความต้องการสินค้าออนไลน์ สินค้าอาหารจัดเลี้ยง และสินค้าเพื่อสุขภาพมากขึ้น พร้อมเปิดกว้างให้นักลงทุนเข้าไปลงทุนอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ไร่ไวน์ การท่องเที่ยว เหมืองแร่ และพลังงานทดแทน ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าไปลงทุนในชิลี ควรศึกษาและพิจารณาความต้องการและพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างรอบด้าน และปัจจัยด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ รวมทั้งการใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ</p>

<p>ดร.จักรกรินทร์ ศรีมูล ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าอาเซียนและลาตินอเมริกา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้แนะนำว่า ผู้ประกอบการควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปลงทุนในอเมริกาใต้ โดยจะต้องศึกษาข้อมูลประเทศที่ต้องการไปเจาะตลาดให้รอบด้าน อาทิ ภาษา นโยบายการค้า การลงทุน ภาวะเศรษฐกิจ ความตกลงการค้าเสรี และภาวะเงินเฟ้อ โดยที่สำคัญผู้ประกอบการจะต้องมีความกล้าในการแสวงหาตลาดใหม่ๆ ในภูมิภาคอเมริกาใต้ ซึ่งประเทศที่น่าสนใจ คือ บราซิล ซึ่งเป็นตลาดที่สำคัญอันดับหนึ่งของไทย และโคลอมเบียเป็นตลาดใหม่ที่ผู้ประกอบการควรให้ความสนใจเช่นกันทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถรับชมงานสัมมนาย้อนหลังได้ที่ Facebook กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ</p>

<p style="text-align: center;">&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;</p>

<p style="text-align: right;">15 กันยายน 2565</p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘อาเซียน-ญี่ปุ่น’ เตรียมแจ้งการมีผลบังคับใช้พิธีสารฉบับที่หนึ่งฯ ต่อ WTO ปัดฝุ่นความตกลง AJCEP ขยายการค้าสินค้า-บริการ-การลงทุน]]></title>
<link>https://ftacenter.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/1108/iid/11199</link>
<guid isPermaLink="false">d123b24c8e7dc81c70c3c730858f29b7</guid>
<pubDate>Mon, 12 Sep 2022 14:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&lsquo;อาเซียน-ญี่ปุ่น&rsquo; เห็นชอบให้แจ้งการมีผลบังคับใช้พิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลง AJCEP ต่อ WTO พร้อมให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการการค้าบริการและการลงทุน หารือประเด็นคงค้าง ทั้งการจัดทำข้อผูกพันเปิดเสรีการลงทุนของประเทศภาคี ตั้งเป้าแล้วเสร็จภายใน 2 ปี และการจัดทำรายการความโปร่งใส เล็งหาแนวทางแลกเปลี่ยนข้อมูลการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ AJCEP</strong></p>

<p>นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล) เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP&ndash;JC) ครั้งที่ 20 ผ่านระบบการประชุมทางไกล เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมา หลังจากว่างเว้นมากว่า 2 ปี โดยที่ประชุมได้หารือถึงการแจ้งการมีผลบังคับใช้ของพิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอาเซียน&ndash;ญี่ปุ่น (AJCEP) ต่อองค์การการค้าโลก (WTO) การจัดตั้งคณะอนุกรรมการด้านการค้าบริการและการลงทุน การบังคับใช้พิกัดศุลกากรของกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเฉพาะราย (PSRs) เป็นระบบฮาร์โมไนซ์ ฉบับปี 2017 (HS 2017) และแนวทางแลกเปลี่ยนข้อมูลการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ AJCEP</p>

<p>นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า อาเซียนและญี่ปุ่นได้เจรจาพิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลง AJCEP ตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งเป็นการขยายความตกลงฉบับปัจจุบันที่ครอบคลุมเรื่องการเปิดตลาดการค้าสินค้าเป็นหลัก รวมไปถึงการค้าบริการ การเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา และการลงทุน โดยเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา อินโดนีเซียเป็นประเทศสุดท้ายที่ให้สัตยาบันต่อพิธีสารฯ ทำให้ที่ประชุม AJCEP&ndash;JC เห็นชอบให้มีการแจ้งการมีผลบังคับใช้ของพิธีสารฉบับที่หนึ่งฯ ต่อ WTO ต่อไป และเห็นชอบให้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการด้านการค้าบริการและการลงทุน เพื่อหารือประเด็นคงค้างที่ระบุไว้ภายใต้พิธีสารฉบับที่หนึ่งฯ อาทิ การเจรจาจัดทำข้อผูกพันเปิดเสรีการลงทุนของแต่ละประเทศภาคีให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี และการจัดทำรายการความโปร่งใส ซึ่งเป็นการจัดทำตารางกฎหมายหรือมาตรการในปัจจุบันสาขาบริการที่เป็นอุปสรรคต่อการเปิดเสรีของแต่ละประเทศภาคี</p>

<p>นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงแนวทางความเป็นไปได้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลอัตราภาษีและมูลค่าการนำเข้ารายพิกัดสินค้าของแต่ละประเทศภาคี โดยเฉพาะข้อมูลการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ความตกลง AJCEP โดยอาเซียนและญี่ปุ่นจะหารือในรายละเอียดต่อไป ทั้งนี้ ประเทศภาคีส่วนใหญ่เห็นความสำคัญของการแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าว เพื่อนำไปวิเคราะห์แนวทางการเพิ่มอัตราการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลง AJCEP มากขึ้น</p>

<p>ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย โดยในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. &ndash; มิ.ย. 2565) การค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่น มีมูลค่า 30,478.25 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกไปญี่ปุ่น มูลค่า 12,714.89 ล้านเหรียญสหรัฐ และไทยนำเข้าจากญี่ปุ่น มูลค่า 17,763.36 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ นอกจากนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ไทยขอใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ความตกลง AJCEP ส่งออกไปญี่ปุ่น มูลค่า 321.13 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 4.01% ของมูลค่าส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิประโยชน์ฯ และไทยนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นภายใต้ความตกลง AJCEP มูลค่า 217.13 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 2.15% ของมูลค่านำเข้าที่ได้รับสิทธิประโยชน์ฯ</p>

<p style="text-align: center;">&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;-</p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘สินิตย์’ มอบ ‘กรมเจรจาฯ’ ลงพื้นที่นราธิวาส ติวเข้มผู้ประกอบการรุ่นใหม่และเกษตรกรแดนใต้ เร่งใช้ประโยชน์ FTA ส่งออกทุเรียนแช่แข็ง ผ้าปาเต๊ะ อาหารทะเลแปรรูป บุกตลาดต่างประเทศ]]></title>
<link>https://ftacenter.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/1108/iid/11198</link>
<guid isPermaLink="false">548d281b11326eb1caed7c7561f0ec91</guid>
<pubDate>Mon, 12 Sep 2022 10:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&lsquo;สินิตย์&rsquo; มอบกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ลงพื้นที่นราธิวาส ติวเข้มผู้ประกอบการรุ่นใหม่และเกษตรกร ทั้งการใช้ประโยชน์จาก FTA กฎระเบียบทางการค้า และโอกาสในตลาดการค้าเสรี พร้อมหนุนสินค้าดาวเด่น อาทิ ผ้าปาเต๊ะ ทุเรียนแช่แข็ง และอาหารทะเลแปรรูป ส่งออกตลาดต่างประเทศ แนะพัฒนาผลิตภัณฑ์ ใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าสินค้า และช่องทางเจาะตลาดออนไลน์และออฟไลน์ ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่</strong></p>

<p>นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ดำเนินโครงการ &ldquo;การสร้างเครือข่ายเชื่อมโยง 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สู่ตลาดการค้าเสรีอาเซียน&rdquo; ณ จังหวัดนราธิวาส ระหว่างวันที่ 15 &ndash; 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) กฎระเบียบทางการค้า และโอกาสในตลาดการค้าเสรี ให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ MOC Biz Club จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนราธิวาส ปัตตานี และยะลา รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์การค้าและการส่งออก พร้อมแนะนำให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรสามารถพัฒนาไปเป็นผู้ส่งออกที่มีประสิทธิภาพ</p>

<p>&ldquo;ปัจจุบันผู้ประกอบการรุ่นใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก โดยเป็นการรับช่วงธุรกิจหรือต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเอง ซึ่งถือเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความริเริ่มและปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว สามารถใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสร้างสรรค์ธุรกิจ และเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างดี ดังนั้น ผู้ประกอบการควรศึกษากฎระเบียบทางการค้าและใช้ประโยชน์จาก FTA เพื่อพัฒนาธุรกิจในยุคการค้าเสรีอได้ย่างยั่งยืน&rdquo; นายสินิตย์กล่าว</p>

<p>นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมได้นำทีมสภาเกษตรกรแห่งชาติ และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนราธิวาส จัดสัมมนาให้ความรู้เรื่องการใช้ประโยชน์จาก FTA ที่ไทยจัดทำ 14 ฉบับ กับ 18 ประเทศ พร้อมทั้งเปิดเวทีวิเคราะห์สินค้าศักยภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อาทิ ผ้าปาเต๊ะ ผ้าบาติก อาหารทะเลแปรรูป ผลไม้สดและแปรรูป และเครื่องดื่มจากรำข้าว โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศและนักการตลาดให้คำแนะนำเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การใช้นวัตกรรมสร้างความแตกต่างเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า กลยุทธ์การเจาะตลาดออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งจะสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคในปัจจุบันที่เน้นสินค้าที่มีคุณภาพและมาตรฐาน สินค้าสุขภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ Future Food นอกจากนี้ การใช้ Soft Power เรื่องวัฒนธรรมด้านอาหารและศาสนา ซึ่งจะเป็นเครื่องมือขยายการส่งออกไปตลาดอาเซียนและตลาดฮาลาล</p>

<p>สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้ กรมได้พบปะกับผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนผ้าปาเต๊ะบาโงเปาะเล็ง (นินาปาเต๊ะ) อำเภอสุไหงโกลก ซึ่งเป็นผู้ผลิตผ้าปาเต๊ะพิมพ์มือแห่งเดียวของจังหวัด ที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์และงดงาม โดยเฉพาะลายดอกไม้และใบไม้มากกว่า 1,000 แบบ และมีการผลิตผ้าปาเต๊ะที่แตกต่างจากอินโดนีเซีย ในส่วนของการพบปะกับผู้ประกอบการบริษัท ซัน โฟรเซ่น ฟรุ้ต จำกัด ตั้งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนราธิวาส อำเภอยี่งอ<br />
ซึ่งเป็นโรงงานศูนย์กลางการรวบรวมและแปรรูปผลไม้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะใช้เทคโนโลยีแช่เยือกแข็งผลิตทุเรียนแช่แข็ง ส่งออกไปตลาดจีนและตลาดมาเลเซีย ซึ่งช่วยให้เกษตรกรมีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน</p>

<p>นอกจากนี้ ยังได้พบปะกับผู้ประกอบการบริษัท นาราสมุทร จำกัด อำเภอเมืองนราธิวาส ซึ่งเป็นผู้ผลิตข้าวเกรียบกรือโป๊ะ ภายใต้แบรนด์ข้าวเกรียบปลา &ldquo;Befish&rdquo; ถือเป็นอาหารว่างที่ได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมของมลายูทั้งมาเลเซียและอินโดนีเซีย ใช้เนื้อปลาทูและปลาหลังเขียวเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งรับซื้อจากชาวประมงพื้นบ้าน</p>

<p>ทั้งนี้ จังหวัดนราธิวาสยังเป็นแหล่งสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ มะพร้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้ อาทิ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง รวมถึงอาหารทะเลแปรรูป</p>

<p style="text-align: center;">&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&ndash;</p>

<p style="text-align: right;">9 กันยายน 2565</p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘อาเซียน’ เตรียมชงข้อเสนอแนะด้านวิสัยทัศน์ AEC เสนอรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ก.ย. นี้]]></title>
<link>https://ftacenter.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/1108/iid/11145</link>
<guid isPermaLink="false">b42c5f1535d279b266993c816c65b0d4</guid>
<pubDate>Tue, 30 Aug 2022 10:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>&lsquo;พาณิชย์&rsquo; เข้าร่วมการประชุม HLTF-EI ครั้งที่ 42 เร่งจัดทำวิสัยทัศน์ของเสาเศรษฐกิจอาเซียนหลังปี 2568</strong><strong>กำหนดกลยุทธ์ขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศนอกกลุ่ม และแนวทางฟื้นฟูภูมิภาคจากสถานการณ์โควิด -19</strong><strong>&nbsp;เพื่อเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 54 ช่วงเดือนกันยายนนี้</strong></p>

<p>นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงพาณิชย์ (นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร) ให้เข้าร่วมการประชุมคณะทำงานระดับสูงว่าด้วยการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน (High Level Task Force on ASEAN Economic Integration: HLTF-EI) ครั้งที่ 42 ระหว่างวันที่ 18-20 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ ราชอาณาจักรกัมพูชา โดยที่ประชุมได้หารือถึงการขับเคลื่อนประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ของอาเซียนที่จะผลักดันการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอแนะต่อที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 54 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 กันยายนนี้</p>

<p>นางสาวโชติมา กล่าวว่า ที่ประชุมได้จัดทำข้อเสนอแนะเพื่อเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1)&nbsp;<u>การวางแผนวิสัยทัศน์ของ&nbsp;</u><u>AEC หลังปี 2568</u>&nbsp;(AEC Post-2025 Vision) ให้มีองค์ประกอบสำคัญที่ครอบคลุม กระชับ ชัดเจน สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มที่เป็นรูปธรรม รองรับประเด็นท้าทายด้านเศรษฐกิจใหม่ๆ โดยให้จัดตั้งคณะทำงานภายใต้ HLTF-EI และกลไกภายใต้สำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อจัดทำวิสัยทัศน์ดังกล่าว และ 2)&nbsp;<u>การเสนอให้&nbsp;</u><u>AEM เห็นชอบหลักเกณฑ์การดำเนินความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับภาคีภายนอกอาเซียน</u>&nbsp;(Economic Partnership Criteria Framework: EPCF) ซึ่งเป็นการประเมินศักยภาพของประเทศภาคีด้านการค้าการลงทุน ระดับความคาดหวังและการใช้ทรัพยากรการเจรจา รวมถึงมิติด้านการเมืองและความมั่นคง เพื่อสะท้อนรูปแบบความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ความตกลงเฉพาะรายสาขา ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ การให้สิทธิพิเศษทางการค้า (PTA) และบันทึกความเข้าใจระหว่างกัน โดยปัจจุบันมีประเทศนอกกลุ่มแสดงความสนใจร่วมมือด้านเศรษฐกิจกับอาเซียนแล้ว อาทิ บังกลาเทศ ติมอร์-เลสเต และชิลี</p>

<p>นอกจากนี้ ยังติดตามข้อเสนอแนะจากการทบทวนแผนงานของ AEC ระหว่างปี 2559-2563 ความคืบหน้าการฟื้นฟูเศรษฐกิจของภูมิภาคหลังโควิด-19 โดยเฉพาะการดำเนินการด้านดิจิทัลและความยั่งยืน ได้แก่ การดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ด้านการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (4IR) การเปลี่ยนแปลงภูมิภาคไปสู่ความเป็นดิจิทัล การจัดทำแนวคิดของอาเซียนเพื่อบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) การจัดทำแผนดำเนินงานเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจ ตลอดจนส่งเสริมให้ภูมิภาคใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ มีเศรษฐกิจที่สามารถปรับตัวได้ และเติบโตอย่างยั่งยืนและครอบคลุม ซึ่งที่ประชุมเสนอให้ AEM มอบหมายองค์กรรายสาขาที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามแผนต่อไป</p>

<p>ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย. 2565) การค้าระหว่างไทยกับอาเซียน มีมูลค่า 64,756 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 19% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยไทยส่งออกไปอาเซียน มูลค่า 37,295 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 18% และไทยนำเข้าจากอาเซียน มูลค่า 27,461 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 20% ตลาดที่มีมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรกของไทย ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์</p>

<p style="text-align: center;">&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;</p>

<p style="text-align: right;">26 สิงหาคม 2565</p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[‘กรมเจรจาฯ’ ขึ้นเหนือ ดันถั่วลายเสือ กาแฟดูลาเปอร์ ชาบ้านรักไทยแม่ฮ่องสอน เร่งใช้ประโยชน์จาก FTA บุกตลาดการค้าเสรี]]></title>
<link>https://ftacenter.dtn.go.th/th/content/category/detail/id/1108/iid/11144</link>
<guid isPermaLink="false">b8ba8f4b18c60e00601a642d092ba18b</guid>
<pubDate>Tue, 30 Aug 2022 10:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นำทัพหน่วยงานพันธมิตรและวิทยากรผู้เชี่ยวชา</strong><strong>ญด้านกลยุทธ์</strong><strong>การตลาดและการค้าระหว่างประเทศ ลงพื้นที่พบเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการแม่ฮ่องสอน ชูสินค้า</strong><strong>ศักยภาพในพื้นที่ ทั้งถั่วลายเสือ กาแฟ และชา พร้อมช่วยหาตลาดและชี้ช่องโอกาสใช้ประโยชน์จาก</strong><strong>&nbsp;FTA ส่งออกไปตลาดการค้าเสรี &nbsp;</strong></p>

<p>นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้ลงพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างวันที่ 26 &ndash; 28 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยได้จับมือกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดแม่ฮ่องสอน และสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดแม่ฮ่องสอน พบหารือกับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ ผู้ผลิตสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่มีคุณภาพและพร้อมส่งออกไปตลาดต่างประเทศ ทั้งวิสาหกิจชุมชนภูมิไทยถั่วลายเสือ วิสาหกิจชุมชนกะเหรี่ยงดูลาเปอร์ และผู้ประกอบการชาวอลเลย์ เฮ้าส์ ในหมู่บ้านรักไทย</p>

<p>นางอรมน กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ กรมได้พบหารือกับ<strong>วิสาหกิจชุมชนภูมิไทยถั่วลายเสือ</strong>&nbsp;ผู้ผลิตถั่วลายเสือ ป๊อบคอร์นดอย และถั่วเสือซ่อนลาย มีพื้นที่เพาะปลูกใน 4 อำเภอ คือ เมืองแม่ฮ่องสอน ปางมะผ้า ปาย และขุนยวม โดยวิสาหกิจชุมชนเน้นกระบวนการผลิตแบบคั่วด้วยเกลือดำและใช้วัตถุดิบถั่วที่สดใหม่ และปรุงแต่งรสชาติน้อย จึงทำให้ถั่วลายเสือมีคุณภาพเฉพาะที่มีเมล็ดใหญ่ เนื้อแน่น มีรสชาติหวาน มัน กรอบ และมีคุณประโยชน์เป็นแหล่งโปรตีนสูง จึงเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่จะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร สำหรับถั่วลายเสือเป็นสินค้าที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) อีกทั้งยังได้เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าและจับคู่ธุรกิจในงาน FTA Fair ที่กรมจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ทุกปี และยังเตรียมพร้อมส่งออกไปตลาดมาเลเซียอีกด้วย</p>

<p>นอกจากนี้ ยังได้ลงพื้นที่ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ<strong>วิสาหกิจชุมชนกะเหรี่ยงดูลาเปอร์</strong>&nbsp;อำเภอแม่ลาน้อย ผู้ผลิตกาแฟอาราบิกาห้วยห้อมเกรดพรีเมียม ภายใต้ชื่อ &ldquo;กาแฟดูลาเปอร์&rdquo; โดยเป็นการรวมกลุ่มสมาชิกในหมู่บ้านดูลาเปอร์ เพื่อพัฒนาเป็นหมู่บ้านต้นแบบให้กับชุมชนอื่นๆ ในด้านการคงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม การส่งเสริมให้ชาวบ้านมีรายได้ และการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยปลูกกาแฟแบบปลอดสารเคมี ที่กำลังจำหน่ายตลาดในประเทศและต้องการขยายส่งออกตลาดไปต่างประเทศ ทั้งนี้ ยังได้หารือกับ<strong>ผู้ประกอบการวอลเลย์ เฮ้าส์</strong>&nbsp;<strong>หมู่บ้านรักไทย</strong>&nbsp;อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ผู้มีประสบการณ์ปลูกและผลิตชาอู่หลงมากกว่า 30 ปี เช่น ชายอดน้ำค้าง ชาหอมหมื่นลี้ ชาก้านอ่อน เป็นต้น โดยมีกระบวนการผลิตแบบธรรมชาติไม่ใช้สารเคมี และยังได้คิดค้นพัฒนา ชาเปลือกส้ม ที่ได้นำชาอู่หลงมาผสมกับเปลือกส้มสายน้ำผึ้งอบแห้ง ซึ่งถือเป็นชาสูตรพิเศษและเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของบ้านรักไทย</p>

<p>นางอรมน เสริมว่า กรมได้ให้คำแนะนำเรื่องการใช้ประโยชน์จาก FTA กฎระเบียบทางการค้า อัตราภาษีศุลกากร กลยุทธ์การทำตลาดเจาะกลุ่มผู้บริโภค และการขยายช่องทางจำหน่ายแบบออนไลน์และออฟไลน์ รวมทั้งแนวทางการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรของแม่ฮ่องสอน ทั้งการสร้างเรื่องราว กระบวนการผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานรับรอง การใช้นวัตกรรมสร้างความแตกต่างของสินค้า เพื่อให้จำหน่ายสินค้าในราคาสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการนำข้อมูลไปต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดมากขึ้น</p>

<p>&ldquo;การลงพื้นที่ครั้งนี้ กรมได้ดำเนินการภายใต้โครงการ &ldquo;การเพิ่มศักยภาพเกษตรกรในยุคการค้าเสรี&rdquo; โดยจัดในรูปแบบการจัดสัมมนาและการลงพื้นที่ในภูมิภาคต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาผู้ประกอบการ เกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และนโยบาย &ldquo;เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด&rdquo; ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ในเรื่องอาหารปลอดภัย การตรวจสอบย้อนกลับ การรักษาสิ่งแวดล้อม การนำกลับมาใช้ใหม่ สินค้า BCG และเน้นความสะดวก ซึ่งจะทำให้สินค้าที่ผลิตออกมามีตลาดรองรับ&rdquo; นางอรมนกล่าว</p>

<p>ปัจจุบัน ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเมล็ดกาแฟ อันดับที่ 42 ของโลก และเป็นอันดับที่ 5 ของอาเซียน รองจากเวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย โดยในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย. 2565) ไทยส่งออกสินค้าเมล็ดกาแฟไปตลาดโลก มูลค่า 1.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ อาเซียน ญี่ปุ่น เยอรมนี แคนาดา และเกาหลีใต้ และไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์กาแฟอันดับที่ 15 ของโลก และเป็นอันดับที่ 4 ของอาเซียน รองจากเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย. 2565) ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์กาแฟไปตลาดโลก มูลค่า 54 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ อาเซียน ออสเตรเลีย ฮ่องกง จีน และเนเธอร์แลนด์ ทั้งนี้ สำหรับสินค้าเมล็ดกาแฟ 14 ประเทศ คู่ FTA ของไทย ได้ยกเว้นภาษีศุลกากรจากไทยทุกรายการแล้ว ยกเว้น ญี่ปุ่น จีน อินเดีย และเปรู ส่วนสินค้าผลิตภัณฑ์กาแฟ ประเทศคู่ FTA ยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรจากไทยทุกรายการ ยกเว้นอินเดีย</p>

<p></p>

<p style="text-align: center;">&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;&mdash;</p>

<p style="text-align: right;">28 สิงหาคม 2565</p>
]]></description>
</item>
</channel>
</rss>
