“สินิตย์”มอบนโยบาย เร่งปิดดีล FTA คงค้าง อัพเกรดของเดิม เปิดเจรจากับคู่ค้าใหม่

“สินิตย์”มอบนโยบายกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เดินหน้าปิดดีล FTA คงค้าง กับตุรกี ปากีสถานและศรีลังกาโดยเร็ว เพื่อเปิดประตูการค้าไทยสู่ภูมิภาคต่างๆ เร่งอัพเกรด FTA กับคู่ค้าเดิม เปิดเจรจา FTA กับคู่ค้าใหม่ ทั้ง EU , EFTA และแคนาดา ผลักดันตั้งกองทุน FTA เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเปิดเสรี พร้อมลงพื้นที่พบปะเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน SMEs หลังปลดล็อกโควิด-19 ผลักดันใช้ประโยชน์จาก FTA บุกตลาดต่างประเทศ  

นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมมอบนโยบายกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ว่า ได้สั่งการให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเร่งดำเนินภารกิจสำคัญ ทั้งการเจรจาหาข้อสรุปความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ยังคงค้าง เช่น ไทย-ตุรกี ไทย-ปากีสถาน และไทย-ศรีลังกา ซึ่งประเทศเหล่านี้จะเป็นประตูการค้าให้ไทยเข้าสู่ภูมิภาคต่างๆ ทั้งเอเชียใต้ ยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลาง และให้ปรับปรุง FTA ที่มีอยู่ในปัจจุบันกับคู่ค้าที่มีมูลค่าการค้าระหว่างกันสูง เช่น อาเซียน-จีน อาเซียน-อินเดีย และอาเซียน-เกาหลีใต้ เพื่อขยายโอกาสทางการค้าการลงทุนของไทย โดยสามารถดำเนินการหารือได้ทันทีผ่านระบบการประชุมทางไกลออนไลน์ รวมทั้งเตรียมการฟื้นและเปิดการเจรจา FTA กับประเทศคู่ค้าสำคัญต่างๆ ได้แก่ สหภาพยุโรป (EU) สมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) และแคนาดา เป็นต้น เพื่อหาตลาดใหม่และสร้างแต้มต่อให้กับสินค้าส่งออกของไทยในต่างประเทศ

สำหรับการช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการจัดทำ FTA ให้เร่งเดินหน้าจัดตั้งกองทุน FTA โดยพร้อมสนับสนุนและผลักดันในระดับนโยบาย ให้สามารถออกกฎหมายเพื่อรองรับเรื่องนี้โดยเร็ว รวมทั้งเร่งสร้างความเข้าใจและช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการ และ SMEs ในภูมิภาค ให้ใช้ประโยชน์จาก FTA ที่ไทยมีกับประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น อาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น ที่ได้มีการลดหรือยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าส่งออกจากไทยแล้ว โดยให้วางแผนและเตรียมความพร้อมลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สภาเกษตรกรแห่งชาติ กรมส่งเสริมสหกรณ์ และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ซึ่งตั้งเป้าจะขยายตลาดและช่วยหาคู่ธุรกิจให้กับกลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ที่ประสบปัญหาไม่สามารถหาคู่ค้าได้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19

ทั้งนี้ ในเดือนมิ.ย.2564 จะนำคณะลงพื้นที่ หากมีการปลดล็อกมาตรการควบคุมพื้นที่และการรวมกลุ่ม โดยได้เตรียมการหารือกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อคัดสรรสินค้าที่มีศักยภาพและความพร้อมส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ เช่น ผลไม้ อาหารทะเลแปรรูป ข้าวอินทรีย์ ผ้าไหม และฝ้ายทอมือ เป็นต้น โดยจะร่วมกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประเดิมลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด แม่ฮ่องสอน จันทบุรี และสุราษฎร์ธานี เพื่อเพิ่มศักยภาพเกษตรกรไทยในยุคการค้าเสรี รวมทั้งร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ประเดิมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ และหนองบัวลำภู เพื่อสร้างความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี และร่วมกับ ศอ.บต. ประเดิมพื้นที่จังหวัดยะลา และสงขลา เพื่อสร้างเครือข่ายเชื่อมโยง 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สู่ตลาดการค้าเสรีอาเซียน