อาเซียน-จีนเดินหน้าลด-เลิกภาษีสินค้ากลุ่มใหม่ อาลีบาบาชงร่วมมือค้าขายออนไลน์

อาเซียน-จีนเดินหน้าปรับปรุงความตกลงเอฟทีเอ เตรียมลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าในกลุ่มที่ยังไม่เคยลดภาษีระหว่างกัน พร้อมปรับมาตรฐานเรื่องการลงทุน การเพิ่มความร่วมมือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการลดข้อกีดกันทางการค้า จีนชงเพิ่มความร่วมมือค้าขายออนไลน์ ยกตัวอย่างไทยประสบความสำเร็จขายสินค้าเจาะตลาดจีนผ่านแพตลฟอร์ม “อาลีบาบา”

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20-22 พ.ค. ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการร่วมกำกับการดำเนินงานภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) ครั้งที่ 12 เพื่อปรับปรุงเอฟทีเอให้ทันสมัยและครอบคลุม ภายหลังจากผลบังคับใช้มากว่า 17 ปี หรือตั้งแต่ปี 2548 โดยจะลดหรือยกเลิกภาษีเพิ่มเติมในสินค้าที่สมาชิกยังไม่เปิดตลาด ปรับปรุงบทการลงทุนให้มีมาตรฐานสูงขึ้น รวมทั้งพิจารณาความร่วมมือในประเด็นอื่นๆ ที่มีความสำคัญกับการค้าในยุคปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการของทั้ง 2 ฝ่าย เช่น พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการขจัดข้อกีดกันทางการค้าที่มิใช่มาตรการทางภาษี

“เป้าหมายของการปรับปรุงเอฟทีเอครั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกและลดข้อจำกัดและอุปสรรคทางการค้า ทำให้ผู้ประกอบการทำการค้าและประกอบธุรกิจได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะสนับสนุนให้การค้าในภูมิภาคให้เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และบรรลุเป้าหมายการค้าระหว่างกันที่ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2563 ท่ามกลางสถานการณ์การค้าโลกที่หลายประเทศยังคงใช้มาตรการกีดกันทางการค้า และนโยบายปกป้องทางการค้าต่อเนื่อง”นายรณรงค์กล่าว

นายรณรงค์กล่าวว่า ในการหารือครั้งนี้ จีนไห้ความสำคัญกับความร่วมมือทางด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นอย่างมาก เพราะเป็นเครื่องมือทางการค้ายุคใหม่ โดยผู้แทนจากบริษัท อาลีบาบา ได้นำเสนอเรื่อง Electronic World Trade Platform (eWTP) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่จะช่วยให้วิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมและรายย่อย (MSMEs) ได้รับความสะดวกในการเข้าถึงตลาดทั่วโลก ซึ่งปัจจุบัน อาลีบาบามีความร่วมมือด้าน eWTP กับอาเซียนแล้ว 2 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย และไทย โดยอาลีบาบาได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับไทยในด้านการพัฒนา Intelligence Digital Logistics Hub การพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการ รวมถึงด้านการท่องเที่ยว

ทั้งนี้ อาลีบาบายกตัวอย่างว่า การส่งออกสินค้าไทย เช่น ผลไม้ ข้าว กล้วยไม้ เครื่องสำอาง และหมอนยางพารา ไปตลาดจีนเพิ่มขึ้น เพราะไทยได้ส่งออกสินค้าผ่านแพลตฟอร์มของอาลีบาบา ซึ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นในการใช้ออนไลน์เพื่อเข้าสู่ตลาดจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“อาลีบาบาเสนอแนะให้อาเซียนยกระดับความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน ปรับปรุงบริการภาครัฐให้ทันสมัย สร้างเครือข่ายพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) เพื่อแบ่งปันข้อมูลและเทคโนโลยี เสริมสร้างขีดความสามารถของผู้ประกอบการ และผลักดันให้ภาคเอกชน มีส่วนร่วมในการให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย รวมถึงสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนให้กับธุรกิจดิจิทัลของจีน และร่วมมือกับจีนในด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบเชิงลึกยิ่งขึ้น”นายรณรงค์กล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นพ้องให้กฎถิ่นกำเนิดเฉพาะรายสินค้าฉบับใหม่ (Revised PSR) ภายใต้ความตกลง ACFTA เริ่มมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 ส.ค.2562 ด้วย

จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของอาเซียน ในปี 2561 การค้าอาเซียน-จีนมีมูลค่ารวม 589,748 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 14.72% แบ่งเป็นมูลค่าการส่งออกสินค้าจากจีนไปอาเซียน 320,658.02 ล้านเหรียญสหรัฐ และมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากอาเซียนมาจีน 269,090.09 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยผู้ประกอบการไทยขอใช้สิทธิเอฟทีเอส่งออกมูลค่า 17,633.94 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิ 88.6% ของมูลค่าส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิ และการใช้สิทธินำเข้า มีมูลค่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกกรอบความตกลง คือ 13,383.87 ล้านเหรียญสหรัฐ