กรมเจรจาฯ เผยเอฟทีเอทลายกำแพงภาษี ดันไทยขึ้นที่ 2 ส่งออกประมงโลก เล็งถกคู่เจรจาเปิดตลาดต่อ

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเผยเอฟทีเอช่วยปลดล็อกกำแพงภาษี ทำให้ไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าประมงและผลิตภัณฑ์อาหารทะเลเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากจีน ระบุปัจจุบันคู่เจรจาเอฟทีเอยกเลิกเก็บภาษีสินค้าจากไทยแล้ว เหลือแค่ 3 ชาติ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และอินเดีย เล็งเดินหน้าเจรจาเปิดตลาดต่อ ทั้งในกรอบเอฟทีเอที่ต้องทบทวนและเอฟทีเอกรอบใหม่

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ไทยลงนามแล้ว 13 ฉบับ กับ 18 ประเทศ มีส่วนสำคัญทำให้การส่งออกสินค้าประมงและผลิตภัณฑ์อาหารทะเลของไทยขยายตัวในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปอันดับ 2 ของโลก รองจากจีน โดยปัจจุบัน ประเทศคู่เอฟทีเอ คือ อาเซียน จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี เปรู และฮ่องกง ได้ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าประมงและอาหารทะเลแปรรูปทุกรายการให้ไทยแล้ว สำหรับอีก 3 ประเทศที่เหลือ คือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย เก็บภาษีนำเข้าจากไทยเพียงบางรายการเท่านั้น

ยกตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่น เก็บภาษีนำเข้าปลาทั้งตัวและเนื้อปลาสด แช่เย็นแช่แข็งบางชนิด เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาเทราต์ กุ้งแช่แข็ง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปส่วนใหญ่ เกาหลีใต้ เก็บภาษีนำเข้าปลามีชีวิต ปลาทั้งตัวและเนื้อปลาสด แช่เย็น แช่แข็งบางชนิด เช่น ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล ปลาแอนโชวี่แห้ง อาหารทะเลแปรรูป เช่น ปลาทูน่ากระป๋องหรือแปรรูป ปลาซาร์ดีนกระป๋อง และอินเดีย เก็บภาษีนำเข้าสินค้าปลาทั้งตัวและเนื้อปลาสด แช่เย็นแช่แข็งบางชนิด เช่น ปลาเทราต์ ปลาทูน่าครีบเหลือง ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล กุ้งและปูสด แช่เย็น แช่แข็ง รวมถึงปลาทูน่ากระป๋อง และกุ้งกระป๋องและแปรรูป เป็นต้น

“กรมฯ จะเดินหน้าผลักดันให้ประเทศคู่ค้าเปิดตลาดสินค้าประมงเพิ่มเติมให้ไทยภายใต้การเจรจาเอฟทีเอกรอบต่างๆ ทั้งการทบทวนความตกลงเอฟทีเอที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน เช่น เอฟทีเอที่ไทยทำกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และความตกลงเอฟทีเอที่อยู่ระหว่างการเจรจา เช่น การเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) การเจรจาจัดทำเอฟทีเอกับตุรกี ปากีสถาน และศรีลังกา”นางอรมนกล่าว

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมประมงของไทยควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพและความปลอดภัยสินค้า และวิธีการทำประมงให้สอดรับกับกฎเกณฑ์และมาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และผลักดันให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลที่สำคัญของโลก

นางอรมนกล่าวว่า นับตั้งแต่ความตกลงเอฟทีเอมีผลใช้บังคับ มูลค่าการส่งออกสินค้าประมงและผลิตภัณฑ์ของไทยไปประเทศคู่เอฟทีเอขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีนขยายตัวถึง 484.19% ส่วนคู่ค้าอื่นๆ เช่น อาเซียน เพิ่ม 178.29% ออสเตรเลีย เพิ่ม 127.33% ชิลี เพิ่ม 127.33% เกาหลีใต้ เพิ่ม 105.48% นิวซีแลนด์ เพิ่ม 85.36% และญี่ปุ่น เพิ่ม 18.48% เป็นต้น สอดคล้องกับสถิติ ในปี 2561 ที่พบว่า สินค้าประมงและผลิตภัณฑ์เป็นสินค้าอันดับต้นที่ผู้ประกอบการไทยขอใช้สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเออาเซียน-ญี่ปุ่น (AJCEP) เอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) เอฟทีเออาเซียน-จีน (ACFTA) เอฟทีเอระหว่างอาเซียน (AFTA) เอฟทีเอไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) เอฟทีเอไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) และเอฟทีเอไทย-ชิลี (TCFTA)

สำหรับการส่งออกสินค้าประมงและผลิตภัณฑ์อาหารทะเลของไทยในไตรมาสแรกของปี 2562 (ม.ค.-มี.ค.) มีมูลค่า 1,329.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 2.89% โดยเป็นการส่งออกไปประเทศคู่เอฟทีเอ 590.4 ล้านเหรียญสหรัฐ และตลาดที่มีการขยายตัวของการส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น จีน เพิ่ม 43.74% ชิลี เพิ่ม 32.81% เปรู เพิ่ม 33.21% และอินเดีย เพิ่ม 100% ส่วนตลาดส่งออกที่หดตัว เช่น ญี่ปุ่น ลด 1.73% สหรัฐ ลด 9.42% อาเซียน ลด 33.46%