​อาเซียนสั่งประเมินผลครึ่งทาง AEC สำเร็จแค่ไหน หลังโลกเปลี่ยนและมีความท้าทายเพิ่มขึ้น

คณะทำงานระดับสูงด้านเศรษฐกิจของอาเซียนมอบสำนักงานเลขาธิการอาเซียนประเมินผลครึ่งทางประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) สำเร็จมากน้อยแค่ไหน หลังเศรษฐกิจโลกเปลี่ยน เจอความท้าทายด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมให้ทำข้อเสนอแนะสู่เป้าหมาย เผยยังได้เดินหน้าสร้างหุ้นส่วนเศรษฐกิจกับคู่เจรจาใหม่ หลังจาก RCEP สำเร็จ ด้านไทยหนุนสมาชิกปรับตัวรับเศรษฐกิจยุคใหม่ และร่วมดันประเด็นเศรษฐกิจที่เวียดนามเสนอให้สำเร็จ

นายพิทักษ์ อุดมวิชัยวัฒน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะทำงานระดับสูงว่าด้วยการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน (High Level Task Force on ASEAN Economic Integration หรือ HLTF-EI) ครั้งที่ 37 ระหว่างวันที่ 12-13 ก.พ.2563 ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ว่า ที่ประชุมได้มีการประเมินผลการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ครึ่งทางที่ผ่านมาว่ามีความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในปี 2568 (ค.ศ. 2025) หรือไม่อย่างไร เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้เปลี่ยนแปลงไปจากปี 2558 (ค.ศ.2015) ค่อนข้างมาก จึงต้องประเมินผลการทำงานที่ผ่านมาว่าบรรลุเป้าหมายไปมากน้อยเพียงใด มีประเด็นใดที่ประสบความสำเร็จและประเด็นที่ควรปรับปรุง รวมทั้งการประเมินแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจการค้าโลกที่จะเกิดขึ้นและส่งผลต่อเศรษฐกิจอาเซียน

“ที่ประชุมได้มอบหมายสำนักเลขาธิการอาเซียนให้ทำการประเมินเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะสำหรับการดำเนินงานต่อไป ให้แล้วเสร็จในปลายปี 2563 เพื่อกำหนดทิศทางการทำงานของอาเซียนในอนาคต เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2568”

สำหรับการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับกลุ่มประเทศคู่ค้า หลังจากที่อาเซียนและคู่เจรจาสามารถสรุปการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ได้แล้ว โดยมีประเทศและกลุ่มประเทศที่สนใจขอความสัมพันธ์กับอาเซียน ได้แก่ สหภาพยุโรป แคนาดา ชิลี สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) มีสมาชิก ได้แก่ เบลารุส คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน อาร์เมเนีย และรัสเซีย ซึ่งขณะนี้อาเซียนอยู่ระหว่างการประเมินความเป็นไปได้และศักยภาพของประเทศที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุน โดยทั้ง 4 กลุ่มมีจุดอ่อนและจุดแข็ง รวมทั้งมีมาตรฐานและความต้องการในการเปิดเสรีที่แตกต่างกัน

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้ยืนยันให้มีการลงนามความตกลง RCEP ในปีนี้ โดยปลัดกระทรวงเศรษฐกิจของอาเซียนจะดำเนินการในทุกวิถีทางเพื่อผลักดันให้อินเดียเข้าร่วมความตกลงในปีนี้ด้วย

นายพิทักษ์กล่าวว่า ในด้านการปรับตัวของอาเซียนเพื่อรองรับอนาคต ไทยได้เสนอว่า HLTF-EI ควรที่จะกำหนดทิศทางเพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะการปรับตัวของอาเซียนเพื่อรองรับเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งผลักดันให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนของโลก เพื่อให้สินค้าและบริการของอาเซียนได้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในห่วงโซ่มูลค่าโลก

ส่วนประเด็นทางด้านเศรษฐกิจที่เวียดนามในฐานะประธานอาเซียนนำเสนอในปีนี้ มีจำนวนรวม 14 ประเด็น ซึ่งหลายประเด็นเป็นประเด็นที่สานต่อจากที่ไทยริเริ่มไว้ เช่น การจัดทำกลไกเพื่อติดตามและประเมินการบูรณาการด้านดิจิทัล การจัดทำแผนงานด้านต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมายและไร้การควบคุม (IUU) และการลงนามความตกลง RCEP หลังจากปิดดีลที่ไทยในปีที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมต่างก็ให้คำมั่นสัญญาที่จะร่วมกันผลักดันการดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จให้ได้ เช่นเดียวกับเมื่อปี 2562 ที่ไทยเป็นประธานอาเซียน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่อาเซียนสามารถดำเนินการได้สำเร็จตามเป้าหมายที่ไทยได้เสนอไว้ทั้งหมด เช่น การเชื่อมโยงระบบ ASEAN Single Window ในทุกประเทศสมาชิกอาเซียน การสรุปการเจรจา RCEP เป็นต้น

ปัจจุบันอาเซียนประกอบด้วยประเทศสมาชิก 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม มีประชากรรวมกว่า 650 ล้านคน มีจีดีพี 2.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 3.4% ของจีดีพีโลก โดยปัจจุบันอาเซียนได้จัดทำ FTA ทั้งสิ้น 6 ฉบับกับ 7 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย และฮ่องกง โดยล่าสุดได้สรุปการเจรจา RCEP เมื่อปลายปี 2562 ที่ไทย